CSOs จชต. แนะการเมืองใหม่ต้องสร้างสรรค์-ไม่สาดโคลน

    0
    31

    ปรัชญเกียรติ ว่าโร๊ะ / ยูซุฟ ม่ามะ

    อะไร คือ การเมืองสร้างสรรค์

    เป็นโจทย์ที่มีการพูดถึงกันบ่อยๆในห้วงของกระแสก่อนการเลือกตั้ง 24 มีนา 62 เรื่องนี้คงไม่ได้เป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมการเมืองไทย แต่ที่กลับทำให้กลายเป็นกระแส เพราะที่ผ่านมาสังคมการเมืองไทยได้เผชิญวิถีการเมืองที่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย สาดโคลน กล่าวหา สร้างความเกลียดชังฝ่ายการเมืองอื่นๆ ผ่านวิธีการสารพัดวิธีไม่ว่าจะกลั่นแกล้งด้วยการสร้างข้อมูลเท็จ การใช้สื่อดิสเครดิต หรือการฟ้องร้องทางกฎหมาย

    อย่างไรก็ดี สำหรับกระแสการเมืองปัจจุบันที่ภาคประชาชนตื่นตัวสูง อาจเป็นเหตุผลสำคัญทำให้พรรคการเมืองต่างๆ มีความพยายามปรับตัว ปรับวิธีการทางการเมืองมากขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นทั่วประเทศ จนทำให้น่าสนใจว่าในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งค่อนข้างจะมีบริบททางการเมืองต่างจากภูมิภาคอื่นๆ จะมีแง่มุมที่ต่างออกไป หรือจะไม่แตกต่างกันเลยเสียทีเดียวอย่างไร และที่ผ่านมาเป็นเช่นไร ประเด็นเหล่านี้ คนทำงานภาคประชาสังคมในพื้นที่ จชต. ในฐานะที่เฝ้าสังเกตุการณ์พรรคการเมืองในพื้นที่  คงฉายภาพให้เห็นได้ดี 

    ทั้งนี้ รักชาติ สุวรรณ เครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ (B4P) กล่าวว่า จริงๆ การเมื่องในสังคมไทยก็เหมือนกับการเมืองในทุกๆ ประเทศที่มีการสาดโคลนกันบ้าง มีการเที่ยวนำคนโน้นคนนี้ มาโจมตี มาด่า เพียงแต่ว่าบ้านเรามันหนัก

    “มันอาจจะหนักกว่าที่อื่น เพราะที่นี่พอสาดโคลนแล้วมันติดตัว ถูกตีตราว่าเป็นแกนนำกลุ่มโน้นกลุ่มนี้ การถูกตีตรานี้ไม่สามารถลบออกได้”

    “การเมืองใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ไม่ได้เล่นด้วยนโยบาย แต่เล่นด้วยความเป็นพรรคพวก เล่นด้วยการสร้างความสูญเสียให้อีกฝ่ายหนึ่ง บางคนก็ดีๆอยู่ แต่พอโดนสาดโคลนเข้า เขาก็กลายเป็นผู้ร้ายทันที”

    รักชาติ ชี้ว่าเราจะทำอย่างไร อยากให้คนในพื้นที่มองการเมืองที่นโยบายมากกว่าที่จะยึดติดกับความเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ที่เคยเลือกกันมาที่มองว่ามีความซื่อบริสุทธิ์ โดยไม่สนใจเลยว่าที่ผ่านมาเขาทำอะไรให้กับเราบ้าง ช่วงที่ผ่านมานโยบายของเขามีอะไรบ้างที่สามารถแก้ไขปัญหาให้คนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้

    “บางพรรคการเมือง เขาอาจจะพยายามทำเพื่อแก้ไขปัญหาบ้านเราด้วยคนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ แต่คนไทยพุทธกลับไปยึดติดว่าเป็นพรรคการเมืองของคนมุสลิม อะไรแบบนี้เป็นต้น เรื่องพวกนี้เนี่ยมันสมควรจะหลุดออกไปจากพื้นที่บ้านเรา ถ้าเรายังยึดติดกันอยู่แบบนี้ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะไม่เกิด”

    เห็นคล้ายกันกับ อาเต็ฟ โซ๊ะโก ประธานกรรมการกำกับยุทธศาสตร์ The Patani ซึ่งมองว่าไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ปาตานี  ในพื้นที่อื่นๆ ก็คงอยากจะได้การเมืองที่เห็นหัวประชาชน อยากให้มีการต่อสู้กันด้วยนโยบาย นโยบายไหนที่ประชาชนรุ้สึกว่าได้ประโยชน์แล้วเลือก

    แต่อาเต็ฟ ก็เพิ่มเติมว่าในพื้นที่ปาตานี มันเป็นเรื่องของการนิยมในตัวบุคคล ส่วนเรื่องการคอรัปชั่น การซื้อเสียงก็ยอมรับตามตรงว่ายังมีอยู่ แต่ว่าสิ่งนี้เองเราก็ต้องระวังเหมือนกันในการให้คำแนะนำต่อสังคม เราต้องทำให้คนเห็นว่าการเมืองในระบบรัฐสภาพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีได้ ควรจะมีกลไกตรวจสอบถ่วงดุลให้ค่อยๆ เป็นการเมืองที่โปร่งใสในที่สุด

    “ประชาชนต้องการการเมืองที่ขาวสะอาดเช่นกัน ถ้าหากเราเองพูดแบบอธิบายไม่ขยายความมันจะเป็นสิ่งที่เหมือนจะทำลายกระบวนการสร้างประชาธิปไตยด้วยตัวมันเอง เนื่องจากฝ่ายจารีต หรืออำนาจนิยมชอบใช้ข้ออ้างว่าการเมืองเป็นเรื่องสกปรกเพื่อตัดทอนความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งรัฐประหารหลายครั้ง ก็อ้างเรื่องการคอรัปชั่น อ้างเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ในขณะที่การปกครองของเผด็จการทหารมีเรื่องการคอรปชั่นเยอะกว่ามากเมื่อเทียบกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งสำหรับผมเองมองว่าแม้การเมืองจะสกปรกอย่างไรก็ตามควรจะให้กลไกตามระบอบประชาธิปไตยดำเนินต่อไป

    “ผมเชื่อว่าประชาชนค่อยๆเรียนรู้ ถ้าเราพิสูจน์ให้คนเห็นก็จะเป้นการค่อยๆเปลี่ยนผ่าน ประเทศอื่นกว่าจะนำไปสู่การปฏิวัติประชาธิปไตย เปลี่ยนผ่านจากความไม่เป้นประชาธิปไตยไปสู่ประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าได้ ไม่ได้อยู่ๆ”

    “เลือกตั้งเสร็จปุ๊บ ได้รัฐบาลประชาธิปไตย มันผ่านการซื้อสิทธิ์ ขายเสียง มันผ่านนโยบายจูงใจคน ผ่านการโกงเเลือกตั้ง คือกว่าจะเรียนรู้ประชาธิไตยได้มันต้องอยู่กับความอดทนอดกลั้น เพื่อไม่ให้อำนาจอื่นที่เป็นอำนาจนอกเหนือ โดยใช้อำนาจศาล หรืออำนาจทหารอย่างนี้ และในระหว่างที่กลไกประชาธิปไตยเดินได้เราก็ต้องสร้างความอดทนอดกลั้นที่จะไม่ให้เราหรือใครทำลายกลไกประชาธิปไตย”

    ขณะที่ บุษยมาส อิศดุลย์ ประธานกลุ่มเด็กนอกระบบ บ้านบุญเต็ม แนะว่า การเมืองจะสร้างสรรค์ก็ต่อเมื่อ ตัวผู้สมัครมีความสามารถมีความใกล้ชิดรับรู้รับทราบปัญหาและเป็นที่ยอมรับของประชาชน

    “เอาผลงานมาวัดกัน เอาในสิ่งที่เป็นความสามารถ เป็นความชอบธรรมหลายๆ อย่างมาวัดกัน มาแข่งกัน ไม่เอาในเรื่องของการสกปรก ไม่เอาในเรื่องของความเสื่อมเสียมาดิสเครดิตกัน ตรงนี้ต่างหากเป็นเรื่องของการสร้างสรรค์”

    “เพราะฉะนั้นทำอย่างไรให้คนในพื้นที่เราเรียนรู้การเมืองแบบสร้างสรรค์ ทุกพรรคจึงควรมีคือผู้สมัครที่มีความเข้าใจ มีความเปิดกว้าง ไม่อคติในเรื่องของศาสนา ไม่ว่าคุณจะเป็นพุทธหรือว่าเป็นมุสลิม ถ้าคุณอาสาลงมาในพื้นที่ที่มีความเป็นพหุ คนจีนคุณก็ต้องเข้าได้ คนพุทธคุณก็ต้องเข้าได้ คนมุสลิมคุณก็ต้องเข้าได้ ในขณะที่คุณมีความเป็นคุณ ต้องไม่ตั้งแง่ ต้องไม่ตั้งประเด็น ไม่ว่าใครก็แล้วแต่ถ้าเข้ามาด้วยความเปิดใจ รับฟัง เปิดกว้างเราสามารถจะร่วมมือร่วมงานกับใครก็ได้”

    ประเด็นเดียวกันนั้น มูฮำมัดอายุบ ปาทาน  ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ก็เห็นไม่ต่างกันว่าถ้าจะให้ 3 จังหวัดชายแดนใต้เป็นการเมืองเชิงสร้างสรรค์ ต้องเป็นการนำเสนอนโยบาย

    “แต่ละพรรคต้องเสนอนโยบายว่าจะแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้อย่างไรให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน และก็ควรสร้างกระบวนการให้ประชาชนมีส่วนร่วมจริงๆ อาจมาจากการวิจัยอย่างมีส่วนร่วม อาจมาจากการระดมความคิดเห็นอย่างมีส่วนร่วม”

    “ความอ่อนไหวของชายแดนใต้มันต้องสร้างจากกระบวนการมีส่วนร่วมที่มาจากประชาชนอย่างมาก ทุกเชื่้อชาติ ทุกศาสนา ทุกวัฒนธรรม อันนี้เป็นกระบวนการสำคัญที่เป็นตัวช่วยนำไปสู่การกำหนดนโยบาย

    “นอกจากนี้ การเมื่องต้องไม่หาเสียงโดยการสร้างความเกลียดชัง และปลุกระดม กังวลเวลามีการชนะการแพ้ คนที่แพ้ก็จะใช้วิธีแยกพวก ขั้วตัวเองกับขัวตรงข้าม โดยหาเสียงด้วยการใส่ร้าย ไมสร้างความเกลียดชัง” ประธานสภาฯ เสนอแนะ

    เพราะชายแดนใต้มันบอบช้ำกับเรื่องแบบนี้มามากแล้ว

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    แสดงความคิดเห็น