วิวาทะตรวจ DNA ระหว่างการเกณฑ์ทหารที่ยะลา

    0
    424
    โดย อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ ดินอะ กก.สภาประชาสังคม จชต.

    ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตาปรานีเสมอ มวลการสรรเสริญมอบแด่อัลลอฮฺผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก ขอความสันติสุขแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

    เมื่อ 1 เมษายน 2562 มีรายงานข่าวจากสื่อว่า หน่วยความมั่นคงชายแดนใต้ได้ตรวจDNA ระหว่างการเกณฑ์ทหารที่ยะลาซึ่งการกระทำเช่นนี้กำลังเป็นที่กล่าวขวัญและถูกตั้งคำถามพร้อมทั้งมีการโต้ตอลสองฝากฝั่ง

    (โปรดดูรายงานข่าวในhttps://prachatai.com/journal/2019/04/81888)

    ฝากหนึ่งเห็นด้วย โดยหากสืบค้นข้อมูลพบว่ามาจากเว็ปไซด์ และเพจที่คาดว่า เป็น IO ของรัฐ  ซึ่งยืนยันว่ารัฐมีความชอบธรรมในการกระทำเช่นนี้โดยยก ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความซึ่งบังคับใช้ทั่วประเทศอยู่แล้ว ในมาตรา 17 กล่าวคือ พนักงานฝ่ายปกครองหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน และเพื่อจะทราบรายละเอียดแห่งความผิดหลังเกิดเหตุ ดังนั้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถใช้อำนาจดังกล่าวได้ แต่อาจไปกระทบสิทธิของบุคคลบ้าง ต้องสมเหตุสมผล ไม่ใช่การที่เจ้าหน้าที่รัฐลุแก่อำนาจ ไปจับตัวใครก็ได้มาทำประวัติตรวจ DNA โดยไม่มีเหตุผล

    เจ้าหน้าที่อาจมีการใช้กฎหมายมาตรา 131/1 ป.วิ.อาญา ซึ่งเป็นการใช้อำนาจของพนักงานสอบสวน ที่จะต้องปฏิบัติเพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหา หากผู้ต้องหาไม่ยินยอมให้ตรวจ DNA ให้สันนิษฐาน ว่าผลเป็นไปตามที่ตรวจพิสูจน์ คือ เป็นผลร้ายต่อผู้ต้องหา ซึ่งจะเห็นได้ว่า มาตรา 17 เป็นเรื่องของการรักษาความสงบเรียบร้อย (ก่อนเกิดเหตุ) ส่วนมาตรา 131/1 เป็นเรื่องของการสอบสวน (หลังเกิดเหตุ)

    การเก็บ DNA ไว้ในฐานข้อมูลเป็นสิ่งที่ดี ที่ผ่านมาแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่รัฐเองก็มีการเก็บ DNA ไม่มีการยกเว้นทุกคนจะต้องตรวจ ไม่ว่าจะเป็นอาสาสมัครทหารพราน อาสาสมัครรักษาดินแดน และหน่วยงานอื่นๆ อีกทั้งยังมีการจัดเก็บหลักฐานจากอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ทุกกระบอกไว้เป็นหลักฐาน การที่ภาครัฐจัดเก็บข้อมูล “ดีเอ็นเอของเจ้าหน้าที่”

    เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นมา หรือบางเหตุการณ์ที่มีการกล่าวหาว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ก็สามารถตรวจสอบพิสูจน์ได้ทันทีว่าเป็นการกระทำของใคร? เช่นเดียวกันกับการตรวจ DNA ของผู้ที่เข้ารับการตรวจเลือกทหารในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งในปีนี้เป็นปีแรกที่มีการตรวจ มีแต่ผลดีมากกว่าผลเสีย เช่น หากเราตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีความ ซึ่งตัวเราเองไม่ได้กระทำความผิด ฐานข้อมูล DNA ที่เจ้าหน้าที่จัดเก็บไว้สามารถตรวจสอบพิสูจน์ยืนยันความบริสุทธิ์ของเราได้ในทันทีสำหรับการตรวจเลือกทหารในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประเด็นการตรวจ DNA ของผู้ที่เข้ารับการตรวจเลือกเป็นไปตามความสมัครใจและยินยอม (โปรดดู https://pulony.blogspot.com/2019/04/dna.html)

    ในขณะที่ฝ่ายไม่เห็นด้วยต่อการกระทำของหน่วยความมั่นคงในครั้งนี้ นั้นมองว่าไม่ชอบธรรมและเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการเปิดเผยของพรเพ็ญหรือหน่อย คงขจรเกียรติ จากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมมองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่เรียกว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยท่านแสดงทัศนะว่า “การตรวจเก็บดีเอ็นเอ จะต้องได้รับข้อมูลเป็นที่พอใจและเข้าใจก่อนว่าจะเก็บไปทำอะไรอย่างไร เพื่ออะไร ต้องได้รับการยินยอมการบังคับตรวจเก็บดีเอ็นเอ เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน (จะใช้อำนาจกฎอัยการศึกหรือพรก.ฉุกเฉินไม่ได้)
    กฎหมายป.วิอาญาให้อำนาจแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญในการเก็บดีเอ็นเอ ตามคำสั่งของพนักงานสอบสวน เมื่อมีการแจ้งข้อหาแล้วเท่านั้น และสามารถปฏิเสธการตรวจได้ฯ

    โดย นายอับดุลกอฮาร์  อาแวปูเต๊ะ ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า การเก็บตัวอย่าง DNA นั้น เจ้าหน้าที่สามารถเก็บได้เฉพาะผู้ต้องหาเท่านั้น โดยเจ้าหน้าที่ต้องแจ้งข้อกล่าววหาเขาทำผิดอะไร แล้วจึงขอเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอได้ เพื่อตรวจสอบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับวัตถุพยานหรือหลักฐานในที่เกิดเหตุหรือไม่

    “กรณีที่ผู้ต้องหาปฏิเสธไม่ยอมให้เก็บ ตามกฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า มันอาจเป็นผลร้ายกับผู้ต้องหาคนนั้น เพราะการเก็บตัวอย่าง DNA คือส่วนหนึ่งของกระบวนการสอบสวนเพื่อยืนยันความผิด ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องมีพยานหลักฐานอื่นประกอบการพิจารณาคดีด้วย ไม่ใช่ยึดDNAอย่างเดียว” นายอับดุลกอฮาร์ กล่าวที่มา https://prachatai.com/journal/2015/11/62608

    แสดงความคิดเห็น