มุมมองจากคนนอก “ก้าวไปด้วยกันเพื่อสันติภาพชายแดนใต้”

    0
    84

    โดย Anak Kemarin Dulu

    “ถ้าเราฝันไปด้วยกัน ความฝันอาจจะกลายเป็นจริงก็ได้ “

    ย้อนกลับไปเมื่อช่วงยุค ICQ กำลังเบ่งบาน น่าจะเมื่อ 10 – 11 ปีที่แล้ว เราได้มีโอกาสเข้ามาในพื้นที่ความไม่สงบนี้เป็นครั้งแรก ตอนนั้นเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยหมาดๆ ระหว่างช่วงหาตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองเราก็เจอประกาศค่ายเยาวชนเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับพื้นที่ของสภานิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย

    ตอนนั้นคิดว่า การไปอยู่ในพื้นที่นี้นั้นเป็นเรื่องยากมาก นี่เป็นโอกาสสำคัญของการเรียนรู้พื้นที่ความขัดแย้งที่ประวัติศาสตร์ที่ความเข้าใจเมื่อตอนมัธยมและตอนมหาวิทยาลัยซึ่งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

    เราเดินทางพร้อมกับเพื่อนอีกคนหนึ่ง ผู้ประสานงานมารับพวกเราตรงที่มัสยิดกลาง คิดในใจว่าเอ..นี่เรายังอยู่เมืองไทยหรือเปล่านะ เพราะหลายอย่างช่างดูแตกต่างและดูแปลกตาจากอัตลักษณ์ความเป็นไทยที่เราคุ้นชิน

    พวกเราถูกพาไปโรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่งในอำเภอยะหริ่ง เวลาที่อยู่ที่นั่นน่าจะประมาณเกือบ ๆ สองสัปดาห์ ณ ค่ายเยาวชนนั้นยังมีเพื่อนจากมหาวิทยาลัยอื่น ๆ เพื่อนจากประเทศฟิลิปินส์ มาเลเซีย มาร่วมด้วย

    คนจากข้างนอกต้องการมาเรียนรู้นับมีจำนวนเกือบๆ สิบคน อย่างไรก็ส่วนใหญ่ของผู้มาร่วมค่ายมาจากในพื้นที่ ในการอยู่ค่ายนี้เราสัมผัสวัฒนธรรมปฏิบัติของที่นี่ซึ่งทำให้เราเกิด culture shock หน่อยๆ

    ทั้งการแยกวงการทำกิจกรรมระหว่างหญิงชาย การกินอาหารทุกมือด้วยมือ  การละหมาด 5 เวลา และเรายังได้ชื่อใหม่ซึ่งเพื่อนตั้งให้ว่าอาอิชะห์ การอาศัยอยู่ในนั้นทำให้เรารู้จักขนบธรรมเนียมของคนที่นี่ ทั้งเรื่องการปฏิบัติศาสนกิจ อุดมการณ์ทางการเมือง ประเด็นปัญหาต่าง ๆ ของพื้นที่ ทริปนั้นจบลงด้วยมิตรภาพระหว่างเราหลาย


    การเข้าในพื้นที่อีกครั้งทำให้เราพยายามค้นหาลึกขึ้นเกี่ยวกับเรื่องราวในพื้นที่ คำถามสำคัญหลังจากทำงานในช่วงปีแรกคือการทำความเข้าใจกับความเป็นมลายูและการหาความเชื่อมโยงในการเป็นมุสลิมต่ออัตลักษณ์และสำนึกความเป็นมลายูว่าเป็นอย่างไร

    เพราะในหลายครั้งมีคนถามเราว่าเป็น มลายู (หรือ นายู ในสำเนียงถิ่น) หรือเปล่า หรือการใช้คำนี้ในบริบทของกการเข้ามานับถือศาสนาอิสลาม (Masuk Nayu) จากประสบการณ์เราเข้าใจความเป็นมลายูว่าเป็นการยึดโยงกับความเป็นชาติพันธุ์นิยมด้วยสำนึกทางประวัติศาสตร์ การมีวัฒนธรรม ศาสนา การร่วมกันอาศัยอยู่ในพื้นที่ทางกายภาพ และการมีสำนึกร่วมเหล่านี้ถูกทำให้เข้มแข็งขึ้นเมื่อสิ่งเหล่านี้ถูกคุมคาม

    ทั้งนี้นักวิชาการที่ศึกษาเกี่ยวกับความเป็นมลายูในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นอธิบายออกมาในหลายทฤษฎีถึงถิ่นกำเนิดและความหมายในปัจจุบันของการเชื่อมโยงอัตลักษณ์มลายู ทั้งในสุมาตรา ช่องแคบมะละกา มาเลเซีย บรูไน เป็นต้น

    แต่สิ่งที่ปรากฎขึ้นในลักษณะคล้ายกันทั่วภูมิภาคคือการที่ผู้คนพยายามยึดโยงความเป็นมลายูกับชาติพันธุ์นิยมเพื่อต่อสู้กับความท้าทายจากภายนอก[1] สำหรับศาสนานั้นความเป็นผู้ปฏิบัติโดยการน้อมนำหลักการทางอิสลามมาดำเนินชีวิตจึงทำให้ไม่สามารถแยกศาสนาอิสลามออกจากวัฒนธรรมมลายูได้

    จากการทำงานในพื้นที่แห่งนี้ ในขณะที่เจอกับความท้าทายในหลายลักษณะ แต่สำหรับเราเราดูดซับพลังอันเปี่ยมล้มของคนในพื้นที่ ความเป็นพื้นฐานที่สุด ที่สัมผัสได้จากประชาชนทั่วไปคือที่นี่เป็นสังคมแห่งการแสวงหาความรู้ซึ่งสิ่งนี้อาจเป็นคุณูปการสำคัญของศาสนาอิสลาม โดยการแสวงหาความรู้เป็นรากฐานอันสำคัญของสังคมที่มีอารยธรรมที่ดีงาม จึงกำหนดให้การแสวงหาความรู้เป็นข้อบังคับ (วาญิบ) ในอิสลาม[2]

    เนื่องจากศาสนาอิสลามปูพื้นฐานถึงหลักการแสวงหาความรู้ซึ่งเป็นสร้างวัฒนธรรมในการแสวงหาความรู้อื่น ๆ ด้วย  ซึ่งเราเห็นชัดเจนจากการสัมผัสมุมมองการทำงานของภาคประชาสังคมในพื้นที่ทำให้เราเห็นว่า การที่คน เติบโตมาด้วยกันทั้งทางภายภาพและความคิด ความตื่นตัวทางการเมือง การมีอุดมการณ์บางอย่างร่วมกัน ทำให้ภาคประชาสังคมที่นี่เกาะเกี่ยวเหนียวแน่น และกลายเป็นความผูกพัน ซึ่งเป็นพันธมิตรในการจับมือร่วมกันทำงานเพื่อขับเคลื่อนหรือสร้างแรงกระเพื่อมได้อย่างมหาศาล

    การมีอุดมการณ์และประสบการณ์ร่วมทำให้การเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพสำเร็จมาแล้วในหลายกรณีทั้ง การเคลื่อนไหวทางสังคมของแคว้นบาสก์ (Basque) เช่นกลุ่ม Elkarri ซึ่งเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมที่ล่ารายชื่อได้จำนวน 150,000 รายชื่อ (ซึ่งคิดเป็น 5% ของประชากรทั้งหมดในแคว้นบาสก์ในขณะนั้น) เพื่อผลักดันและสนับสนุนให้เกิดการเจรจาเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้ง และกลุ่ม Gesto por La Paz ที่ขับเคลื่อนคนนับพัน ๆ คนให้ออกมาบนถนนเพื่อต่อต้านความรุนแรงทุกรูปแบบ


    เราคิดว่านี่คือทุนทางสังคมที่สำคัญที่สุดในการทำงานเพื่อหาทางออกจากปัญหาความขัดแย้ง ดังมีคำกล่าวที่ว่า “ถ้าเราฝันไปด้วยกัน ความฝันอาจจะกลายเป็นจริงก็ได้”

    ปรากฎการณ์ล่าสุดในการทำ Projek Sama Sama สำหรับการเลือกตั้ง (24 มีนาคม 2562)  แสดงให้เห็นถึงพลังแห่งการร่วมมือร่วมแรงใจเมื่อพวกเขาเหล่านั้นมีเป้าหมายร่วมกัน


    [1] Contesting Malayness: Malay Identity Across Boundaries. Timothy P. Barnard (eds.). 2006. Singapore University Press. Page 1-24.

    [2] http://www.th.islamic-sources.com/article/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93-2/

    แสดงความคิดเห็น