มอง..อุปสรรคพรรคอนาคตใหม่ จาก..เสียงคนรุ่นใหม่ชายแดนใต้

    0
    57

    กอง บก.

    ปฎิเสธไม่ได้ว่าประเด็นการเมืองไทยที่ฮอตฮิทในห้วงสัปดาห์นี้ หนีไม่พ้นกระแสพรรคอนาคตใหม่ฟีเว่อ ภายหลังจากผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 62 นำมาเป็นอันดับ 3 ด้วยการกวาดคะแนนได้ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มากกว่า 80 ที่นั่ง แซงพรรคการเมืองเก๋าเกมส์อย่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยไม่เห็นฝุ่น ด้วยการชูจุดยืน “ล้างมรดกรัฐประหาร” และวิสัยทัศน์ “ไทย 2 เท่า” คือ ‘คนไทยเท่าเทียมกัน’ และ ‘ประเทศไทยที่เท่าทันโลก’

    อย่างไรก็ดีความฟีเว่อของพรรคอนาคตใหม่บนถนนการเมืองไทยดูเหมือนจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ภายหลังล่าสุด 2 แกนนำพรรคฯ ทั้ง ธนาธร  จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคฯ ซึ่งถูกตั้งข้อหาอย่างน้อย 2 ฐานความผิดคือ 1. ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116(2) (3) ยุยงปลุกปั่นฯ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และ 2. ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 ให้ที่พักพิงผู้ต้องหา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะที่  ปิยบุตร แสงกนกุล เลขาธิการพรรคฯ ถูกจับจ้องว่ามีแนวคิดเป็นภัยต่อความมั่นคงและสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย

    ประเด็นดังกล่าว ถูกพูดถึง วิเคราะห์ เกาะติดอย่างต่อเนื่องตลอดสัปดาห์นี้ทั้งที่ปรากฎและไม่ปรากฎบนหน้าสื่อ โดยเฉพาะในหมู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งเมื่อย้อนมายังพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สำหรับมุมมองคนรุ่นใหม่และนักกิจกรรมนักศึกษา น่าสนใจว่าพวกเขาจะมองกระแสเหล่านี้อย่างไร มีความเห็น บทวิเคราะห์เหมือนหรือแตกต่างมากน้อยแค่ไหน THE PEN จะลองพาไปหยั่งเสียงดู

    นูรฮายาตี มอลอ กล่าวอย่างตรงไปตรงมาสั้นๆว่า เป็นเรื่องการเมืองที่เห็นแก่ตัวและมุ่งหวังผลประโยชน์ของฝ่ายหนึ่ง

    “เป็นความพยายามในการที่จะทำลายความน่าเชื่อถืออีกฝ่าย ด้วยวิธีการ อ้างกฏหมาย อ้างสถาบัน เพื่อทำให้ประชาชนสับสน และเห็นต่างจากเดิม”

    ขณะที่ อารีฟีน  โสะ อดีตแกนนำนักศึกษาชายแดนใต้ มองถึงสาเหตุที่พรรคอนาคตใหม่เป็นที่จับจ้องจากรัฐบาลทหาร โดยชี้ว่า หลังจาก​ผลการเลือกตั้ง​ที่พรรคอนาคตใหม่​ได้จำนวน สส.เยอะมากทั้ง​ๆ​ที่ลงสนามเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรก​ อีกทั้งกระแสที่มาแรงของพรรคอนาคตใหม่จากการยืนยันบนหลักการ​ประชาธิปไตย​และสิทธิมนุษยชน​อย่างหนักแน่น​ ทำให้ขั้วอำนาจนิยม​ เผด็จการ​นิยม​จำเป็น​ต้องรักษาฐานอำนาจของตัวเอง​ด้วยการดิสเครดิต​เพื่อหวังผลในการทำลาย​ภาพลักษณ์​ของหัวหน้าและเลขาธิการ​พรรคอนาคตใหม่​ เพื่อเป็นการปู​ทางสู่การทำลายพรรคอนาคตใหม่ในอนาคตได้​

    อารีฟีน วิเคราะห์เพิ่มเติมว่า รอบนี้​ธนาธรกับปิยบุตร​โดนเล่นงานทางกฎหมาย​ต่อหลังจากที่มีการใช้กระบวนการดิสเครดิตแล้วไม่ได้ผลตลอดช่วงก่อนเลือกตั้ง​

    “ส่วนตัวมองว่าความพยายาม​เล่นงานทางกฎหมาย​นี่เป็น​เครื่องมือเดิมของฝ่ายเผด็จการ​ที่ใช้กับบรรดานักกิจกรรม​นักเคลื่อนไหว​ตลอดช่วงรัฐประหาร​และเป็นเรื่องที่พอจะคาดการณ์​ได้ว่าทั้งสองคนจะถูกเล่นงานทางกฎหมาย​ต่อ”​

    เห็นคล้ายกันกับ ซูกริฟฟี ลาเตะ  ประธานชมรมสันติศึกษา ม.อ.หาดใหญ่และผู้ประสาน PerMAS วิเคราะห์ว่า หากย้อนไปในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ทางการเมืองไทย ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ได้มีการกล่าวหานิสิตนักศึกษาที่ชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่า “ล้มเจ้า” จนนำมาซึ่งการสังหารหมู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โดยเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนด้วยกันอย่างเหี้ยมโหด ไร้ความเป็นมนุษย์ และ เหตุการณ์สลายการชุมนุมของเสื้อแดงในปี 2553 นำมาซึ่งผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก เป็นเครื่องมือทางการเมืองเดิม ที่เคยใช้และประสบความสำเร็จ การใช้วาทะกรรม ล้มเจ้า หรือไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ดูเหมือนวาทกรรมนี้ถูกหยิบยกมาใช้อีกครั้ง หลังจากที่มีการเลือกตั้ง 24 มีนา

    “ตอนนี้ต้องยอมรับว่าพรรคอนาคตใหม่ ที่นำโดยคุณธนาธรและคุณปิยบุตร พรรคอนาคตได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่กลุ่มคนรุ่นใหม่จนได้ จำนวน ส.ส.(สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร) มากถึง 80 กว่าที่นั่ง ถือเป็นสิ่งที่ประสบความสำเร็จของพรรคเกิดใหม่ในบรรยากาศทางการเมืองที่อยู่ในระบอบเผด็จการทหาร ด้วยจุดยืนของพรรคที่ประกาศตัวอย่างชัดเจนว่า ต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ คสช.”

    “หลังจากนั้นก็เริ่มมีวาทกรรม ล้มเจ้าหรือไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ถูกนำมาใช้อีกครั้ง การใช้วาทกรรมนี้เป็นเครื่องมือในการทำลายบุคคลซึ่งมีผลทำให้บุคคลนั้นเสื่อมเสียซื่อเสียงในสังคมและถือเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนต่อสังคมไทยประชาชนจำนวนไม่น้อยถูกทำให้ให้เชื่อเเละบุคคลที่ถูกกล่าวหาเป็นศัตรูต่อสังคมไทย”

    ซูกริฟฟี ชี้ว่า วาทกรรมหรือเครื่องมือทางการเมืองที่ชนชั้นปกครองไทย ยกมาใช้ต่อเมื่อรู้ว่าตัวเองไม่สามารถ ที่จะได้อำนาจหรือชนะได้โดยง่ายและสุจริต ชนชั้นปกครองพยายามหยิบยก วาทกรรมทางการเมืองสร้างเงื่อนไขเพื่อทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม ให้ไม่มีที่ยืนในทางการเมือง เกรงว่าคนกลุ่มนี้จะไปทำลายหรือขัดขวางในการได้มาซึ่งอำนาจหรือสถานะอะไรบางอย่างของชนชั้นปกครองไป

    “การใช้วาทกรรม ล้มเจ้า หรือไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ สามารถทำลายศัตรูทางการเมืองตลอดในอดีตและถูกใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ การนำสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ทรงอยู่เหนือการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย มาเป็นเครื่องมือเพื่อประโยชน์ทางการเมือง ถือเป็นการทำการลายสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยตัวชนชั้นปกครองเอง”

    นอกจากนี้เมื่อถูกถามถึงกรณีหากมีการชุมนุมทางการเมืองกรณีพรรคอนาคตใหม่ ซุกริฟฟี กล่าวว่า เราทำงานเชิญเคลื่อนไหวเกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองเกี่ยวกับประชาธิปไตยมาโดยตลอดทั้งในพื้นที่บางกอกและปาตานี

    “ถ้าจะมีกรณีชุมนุมทางการเมือง คงไม่ใช่เพราะเพื่อความเป็นธรรมให้แกนนำอนาคตใหม่หรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่ คงจะเป็นกรณีเรียกร้องเพื่อความยุติธรรมและประชาธิปไตยของประเทศไทยเพื่อนสนับสนุนกระบวนการสันติภาพปาตานี เท่านั้น สิ่งที่เราต้องการคือหลักการทางประชาธิปไตยที่มีสิทธิเสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม” แกนนำนักศึกษาบอกจุดยืน”

    อย่างไรก็ตาม โซเฟีย หะระตี นักศึกษาคณะ นักศึกษารัฐศาสตร์ มอ.ปัตตานี เห็นว่าการชุมนุมเคลื่อนไหวนั้นสำหรับคน 3 จังหวัดอาจเป็นเรื่องที่ยากลำบาก สังเกตจากหลังการเลือกตั้ง สถานการณ์ดูปกติมาก ประชาชนไม่ได้ออกมาเรียกร้อง หรือตั้งคำถาม ต่อคะแนนของพรรคพลังประชารัฐที่สามารถครองบางเขตได้เลย จึงไม่น่าจะมีคนจาก 3 จังหวัดไปร่วมชุมนุมเพื่อพรรคอนาคตใหม่ นอกจากคนที่เคลื่อนไหวทางการเมืองภาคประชาชนอยู่แล้ว

    ขณะเดียวกัน โซเฟีย ก็ยอมรับว่า ในหมู่คนรุ่นใหม่เองก็มีความสนใจในพรรคอนาคตใหม่เยอะ เพราะเป็นพรรคที่ทำให้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมามีความสำคัญมาก ประกอบที่แกนนำพรรคอย่าง ธนาธรก็เป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จด้านธุรกิจและยังมีนักวิชาการด้านกฎหมายที่เก่งอย่างอาจารย์ปิยบุตรอีก ซึ่งหากจะมีการเคลื่อนไหวจริงๆ อาจทำได้ด้วยการล่ารายชื่อเพื่อแสดงออกว่าไม่เห็นด้วยกับการปฎิบัตของภาครัฐต่อพรรคอนาคตใหม่ตรงนี้อาจจะทำได้ง่ายกว่า

    หยั่ง(บาง)เสียงของคนรุ่นใหม่ชายแดนใต้แล้ว ดูเหมือนพรรคอนาคตใหม่ ยังคงเป็นกระแสอย่างมีนัยยะจนต้องจับตา..

    แสดงความคิดเห็น