“ฟังเสียงเราบ้าง” ความรู้สึกและข้อเสนอชาวไทยพุทธ ต่อกระบวนการสันติภาพ

    0
    165
    [ เลขา เกลี้ยงเกลา ]

    ชาวพุทธรู้สึกภาคภูมิใจในศาสนาพุทธที่ตนนับถือและภูมิใจในความเป็นคนไทยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนใต้และภูมิใจที่เคยอยู่ร่วมกับมุสลิมฉันพี่น้อง มีการไปมาหาสู่กันอย่างมีความสุข แต่มาภายหลัง หลายครั้งที่ความภาคภูมิใจของชาวพุทธถูกลดทอนด้วยความกลัว ความโกรธ ความเสียใจอันเนื่องมาจากผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่

    โดยเฉพาะเมื่อมีการสูญเสียคนในครอบครัวและญาติมิตรไปกับเหตุการณ์ความรุนแรง และความสัมพันธ์ระหว่างชาวพุทธกับมุสลิมในพื้นที่เปลี่ยนไป ซึ่งชาวพุทธอยากให้ความสัมพันธ์กลับมาดีเหมือนเมื่อก่อน รวมทั้งไม่ต้องการให้มีการใช้เงื่อนไขความต่างทางศาสนามาเป็นข้ออ้างในการทำร้ายกัน

    ชาวพุทธต้องการความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ต้องการให้มีความเสมอภาคและการอยู่ร่วมกันด้วยความเท่าเทียมของทุกศาสนา ต้องการการเดินทางอย่างสะดวกปลอดภัยต้องการความมั่นคงทางเศรษฐกิจการประกอบอาชีพ การดำรงชีพ ความมั่นคงทางชีวิต ไม่ต้องการถูกขับไล่ออกนอกพื้นที่ หรือแยกที่อยู่ แยกพื้นที่ทำมาหากิน

    ด้วยเหตุที่ชาวพุทธมีความรู้สึกว่าตนเองถูกกระทำ และตกอยู่ในความทุกข์มาเป็นเวลายาวนาน มุมมองต่อสถานการณ์จึงมักเป็นในทางลบ หรือเป็นการมองโลกในแง่ร้าย (pessimism) และอยากมีข้อเสนอต่อภาครัฐเพื่อดำเนินการได้เลยโดยไม่รอการพูดคุย เช่น การทำความเข้าใจกับประชาชนทุกกลุ่มรวมทั้งให้ความสำคัญแก่ชาวพุทธมากขึ้น การติดตามคนผิดมาลงโทษ การให้ความเป็นธรรม ในขณะเดียวกันก็หวังให้ฝ่ายรัฐบาลพูดคุยแบบสุจริต โปร่งใส จริงจัง มีความต่อเนื่อง มีการเตรียมตัวที่ดี รวมทั้งมีการรับฟังปัญหาท้องถิ่น ก่อนการพูดคุย

    กระนั้น ก็มีชาวพุทธจำนวนหนึ่งไม่มากนักที่ฝากความหวังให้กระบวนการพูดคุยประสบความสำเร็จได้ด้วยดี ชาวพุทธต้องการให้ในโต้ะเจรจาพูดคุยสันติสุข ทั้ง 2 ฝ่ายคือฝ่ายปาร์ตี้ เอ นั้น  1) ขอให้มีความจริงใจในการพูดคุยเพื่อการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่  2) ขอให้กระบวนการพูดคุยมีความโปร่งใส  3) ข้อมูลต้องเปิดเผยให้ประชาชนได้รับรู้ด้วย

    ส่วนข้อเสนอ ต่อฝ่ายปาร์ตี้ บี หรือ มารา ปาตานี และกลุ่ม BRN หรือกลุ่มที่ยังใช้ความรุนแรง กลุ่มอื่น ๆ ทุกกลุ่ม คือ  1) ไม่ใช้ความรุนแรงต่อพลเรือน  2) ไม่ใช้ประเด็นศาสนามาสร้างความแตกแยก  3) ให้พื้นที่ของชาวไทยพุทธ และ 4) ขอให้รับฟังเสียงและเข้าใจจุดยืนของชาวไทยพุทธ นอกจากนี้ ชาวพุทธยังมีข้อเสนอต่อฝ่ายมาราปาตานีโดยตรง เช่น ขอให้ยุติความรุนแรง หยุดการฆ่า และหยุดทำร้ายคนพุทธ หยุดการขับไล่ชาวพุทธออกจากพื้นที่ ไม่ใช้ประเด็นศาสนามาสร้างความแตกแยก

    นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอที่เกี่ยวกับการพูดคุย เช่น ขอให้ทุกกลุ่มเข้ามาร่วมเจรจา ขอให้ระบุตัวตนและความต้องการให้ชัด ขอให้เคารพคู่เจรจา และทำงานร่วมกันอย่างจริงใจ ตรงไปตรงมา จนได้ข้อสรุปที่ดีต่อทั้งสองฝ่าย และขอให้นำข้อตกลงไปสู่การปฏิบัติด้วย คือ ความรู้สึกและข้อเสนอของชาวพุทธต่อกระบวนการพูดคุยสันติภาพ/สันติสุข

    ดังกล่าวนี้คือ เนื้อหาเบื้องต้นซึ่ง “กลุ่มถักทอสันติภาพ (กทส.)” เปิดรายงาน “ความรู้สึกและข้อเสนอของชาวพุทธต่อกระบวนการพูดคุยสันติภาพ/สันติสุข” พร้อมปรารถนาสังคมที่สันติ สงบสุข ด้วยความร่วมมือจากชาวพุทธ มุสลิมและทุกภาคส่วน ไปเมื่อเร็วๆ นี้ ณ ห้องกลางชล โรงแรมซี.เอส.ปัตตานี

    กลุ่มถักทอสันติภาพ (กทส.) เป็นองค์กรที่รวมเครือข่ายชาวพุทธทั้งภายในและภายนอกพื้นที่กว่า 11 กลุ่ม มาตั้งแต่ปี 2558 ของชาวพุทธทั้งพระภิกษุ ภิกษุณีและฆราวาสในพื้นที่ชายแดนใต้ ภายใต้การริเริ่มและสนับสนุนทางด้านวิชาการและการสร้างเครือข่ายจากคณาจารย์ของสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นองค์กรที่ติดตามทำงานวิจัยในพื้นที่ชายแดนใต้มากว่า 15 ปี ได้จัดการประชุมหารือเพื่อการทำงานของกลุ่มอย่างมีทิศทางชัดเจนมากขึ้นในการขับเคลื่อนสันติภาพโดยมุ่งเน้นที่การนำเอาพลังของพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพมาเป็นวัฒนธรรมหลักของกลุ่ม

    ทางกลุ่มให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็งของภาคประชาชนโดยไม่เลือกศาสนาและชาติพันธุ์ ด้วยความเชื่อมั่นว่าการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จะสำเร็จลงได้ด้วยพลังการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนหรือที่ทางกลุ่มเรียกว่า “ปาร์ตี้ซี (Party C)” ซึ่งหมายถึง Civilians หรือ ประชาชนพลเมืองในพื้นที่ที่ไม่ได้แยกว่านับถือศาสนาใด

    โครงการดังกล่าวมาจากการริเริ่มของ พระครูโฆษิตสุตาภรณ์ หรือ พระมหาเจรียง เจ้าอาวาสวัดบวรวรวิหาร อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี สมาชิกกลุ่มถักทอสันติภาพ และ รศ.ดร.โคทม อารียา ผอ.ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความสำคัญและร่วมผลักดันให้เกิดขึ้นจริงในรูปของงานวิจัยซึ่งได้นำมาเปิดตัวในวันดังกล่าวในชื่อ “ความรู้สึกและข้อเสนอของชาวพุทธต่อกระบวนการพูดคุยสันติภาพ/สันติสุข”

    ที่มาของหนังสือเล่มดังกล่าวมาจากการที่กลุ่มถักทอสันติภาพได้ติดตามการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้มาตั้งแต่เริ่มตั้งกลุ่มเมื่อ 4 ปีก่อนและพบว่าในกระบวนการแก้ไขปัญหาในพื้นที่เสียงของชาวพุทธดูเหมือนจะขาดหายไป จึงได้มีการลงพื้นที่เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเสียงความรู้สึก ความต้องการ และความหวังของชาวพุทธในรูปของงานวิจัย โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างที่เป็นชาวพุทธในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และนำมาวิเคราะห์จนได้สรุปเป็นรายงานวิจัยที่ต้องการจะเสนอให้ทั้ง Party A และ Party B ตลอดจนสังคมไทยได้ร่วมกันพิจารณาและดำเนินการแก้ปัญหาอย่างตรงประเด็นโดยไม่ละเลยเสียงของชาวพุทธในพื้นที่ด้วย

    สำหรับกระบวนการเก็บข้อมูลนั้น สมาชิก กทส.ได้สัมภาษณ์ชาวพุทธใน 7 อำเภอของจังหวัดยะลา ใน 8 อำเภอของจังหวัดปัตตานี แต่ละอำเภอเลือกสัมภาษณ์ 1 ชุมชน แต่ละชุมชนเลือกสัมภาษณ์

    สมาชิกกทส.ได้สัมภาษณ์ชาวพุทธใน 7 อำเภอของจังหวัดยะลา ใน 8 อำเภอของจังหวัดปัตตานี แต่ละอำเภอเลือกสัมภาษณ์ 1 ชุมชน แต่ละชุมชนเลือกสัมภาษณ์ 6 ฝ่าย ประกอบด้วย พระ ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกสภาอบต. สตรี เยาวชน. บุคคลทั่วไป รวมในยะลา 42 คน ปัตตานี 48 คน ในนราธิวาสสัมภาษณ์ใน 10 อำเภอ รวม 50 คน เมื่อปลายปี 2561 ตัวแทน กทส.และ สสมส.ได้เข้าพบแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและนำเสนอรายงานต่อตัวแทนคณะพูดคุยฝ่ายมารา ปาตานี ณ เมืองโกตาบารู รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย

    การพูดคุยดำเนินไปด้วยบรรยากาศที่ดี มีการรับฟังซึ่งกันและกัน รวมทั้งเข้าพบพล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ หัวหน้าคณะพูดคุยฝ่ายรัฐบาลและพล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบและความต้องการของชาวพุทธ และนำเสนอรายงาน ซึ่งได้รับการับฟังด้วยดี

    อย่างไรก็ดีการเปิดตัวหนังสือครั้งนี้ รศ.ดร.โคทม ได้ขยายความว่า ในทัศนะของชาวพุทธ การพุดคุยระหว่างฝ่ายรัฐและมาราปาตานีควรเน้นในเรื่องความปลอดภัย การส่งเสริมอาชีพ การศึกษาที่เท่าเทียมและทั่วถึง

    “อยากให้คุยกันเรื่องความเท่าเทียมในกระบวนการยุติธรรม และมีจำนวนหนึ่งไม่มากนักที่กล่าวถึงการอำนวยความยุติธรรมแก่ผู้เห็นต่างที่กลับใจ หรือกล่าวถึงการปกครองอันเป็นประชาธิปไตย สำหรับความหวังและการมองภาพอนาคตที่พึงปรารถนา คือ สังคมที่สันติ สงบสุข ทุกคนปลอดภัย เป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีการแลกเปลี่ยนกันด้วยความเคารพ เป็นสังคมที่เจริญ และมีการไปมาหาสู่กันเหมือนในอดีต” อ.โคทม กล่าวด้วยความคาดหวัง

    แสดงความคิดเห็น