พปชร.กับ ศึกการเมือง งอ งู

    0
    169

    [ ปกรณ์ พึ่งเนตร ]

    สถานการณ์การเมืองช่วงนี้ ต้องบอกว่าเป็นช่วง “ชะงักงัน” ของการจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำ เพราะแผนตั้งรัฐบาลผสม 20 พรรค ซึ่งล่าสุดเหลือ 19 พรรค ทำท่าสะดุด สืบเนื่องจากปัญหาการแย่งชิงเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงเกรดเอ หรือถ้าใช้คำพูดแบบรักษาน้ำใจหน่อย ก็เรียกว่า “จัดสรรตำแหน่งยังไม่ลงตัว”

    ขอเรียกสถานการณ์ที่พรรคพลังประชารัฐต้องเผชิญอยู่ ว่า “ศึก 2 งู” เพราะต้องเจอทั้งปัญหางูกินหาง และปัญหางูเห่า

    ข้อมูลล่าสุดที่ได้มาก็คือ ปฏิบัติการ “งูเห่า” ไม่ได้มีแค่ฝั่งพลังประชารัฐจ้องจะไปฉกเอาคนของขั้วเพื่อไทยมาเติมเสียงให้ตัวเองเท่านั้น (มีข่าวว่าจะได้เสียงสนับสนุนถึง 270 เสียง) แต่จริงๆ แล้วฝั่งเพื่อไทยเขาก็ดึงแนวร่วม 19 พรรคของพลังประชารัฐอยู่เช่นกัน แถมมีคำยืนยันว่า ดึงสำเร็จแล้วบางส่วนด้วย ฉะนั้นยิ่งการตั้งรัฐบาลยืดเยื้อและฝุ่นตลบมากขึ้นเท่าไหร่ เผลอๆ ขั้วเพื่อไทยจะมี “งูเห่า” ไปเติมมากขึ้นเท่านั้น

    เรามาเจาะศึก 2 งูไปพร้อมกัน เริ่มจาก “งูกินหาง” สาเหตุที่เรียกว่า “งูกินหาง” ก็เพราะการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีไม่ลงตัว และจากความไม่ลงตัวนั้นเอง จึงมีการเจรจาต่อรอง แลกเปลี่ยนเก้าอี้กันวุ่นไปหมด การเปลี่ยน 1 ตำแหน่ง ก็จะกระทบไปถึงตำแหน่งอื่นๆ / เพราะเก้าอี้มีจำกัด และมี “ดีล” หลายดีล บางดีลตกลงไปแล้ว ก็ต้องเปลี่ยนใหม่อีก

    ตัวอย่างที่เห็นชัดๆ ก็คือ เก้าอี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

    เริ่มจากกระทรวงเกษตรฯ เราตัดช่วงคุยกันเฉพาะตอนที่เก้าอี้นี้เป็นโควต้าของพรรคประชาธิปัตย์ไปแล้ว คือประชาธิปัตย์ได้เก้าอี้ประธานสภาไป แถมยังได้โควต้ารัฐมนตรีเท่าเดิม “3 รัฐมนตรีว่าการ – 4 รัฐมนตรีช่วย” และหนึ่งใน 3 รัฐมนตรีว่าการ คือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยพรรคประชาธิปัตย์หวังสร้างผลงานผลักดันนโยบาย “โฉนดสีฟ้า” ที่ต่อยอดจาก “โฉนดชุมชน” ที่เคยทำไว้ รวมถึงนโยบายประกันรายได้ ที่ไม่ใช่ “จำนำข้าว”

    แต่เป็นที่รู้กันว่า กระทรวงเกษตรฯ ถูกตีตราจองโดย คุณสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มสามมิตร ตั้งแต่ยกพลอดีต ส.ส.กลุ่มใหญ่เข้าพลังประชารัฐ แถมช่วงเดินสายหาเสียงก็ขายนโยบายโคล้านตัว เปลี่ยน ส.ป.ก.เป็นโฉนด/ ซึ่งเป็นหน้างานกระทรวงเกษตรฯทั้งสิ้น

    ดีลนี้ไม่ลงตัว ถึงขนาดเมื่อวันจันทร์ แกนนำพลังประชารัฐเดินทางไปส่งเทียบเชิญพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาล ยังปรากฏภาพ คุณสมศักดิ์ ร่วมเดินทางไปด้วย แล้วมีข่าวคุยไม่ลงตัว วงแตก พออีกวันประชาธิปัตย์เลยไม่ยอมประชุมเพื่อลงมติร่วมรัฐบาล และปล่อยยืดเยื้อแบบไม่มีกำหนดจนถึงปัจจุบัน

    เท่านั้นยังไม่พอ ยังมี “ดีลเดิม” ระหว่างแกนนำพลังประชารัฐ กับพรรคชาติไทยพัฒนา ว่าจะยกเก้าอี้ 1 รัฐมนตรีว่าการ และ 1 รัฐมนตรีช่วยให้ โดยชาติไทยพัฒนาจะได้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดีลนี้ทำท่าจะจบด้วยดี เพราะชาติไทยพัฒนาก็เป็นพรรคแรกที่ประกาศชัดเจนร่วมงานกับพลังประชารัฐ ต่อจาก “กลุ่ม 11 พรรคเล็ก” แต่ปรากฏว่าต่อมา คุณสันติ พร้อมพัฒน์ แกนนำพลังประชารัฐ เกิดแสดงความสนใจกระทรวงทรัพย์ฯ เพราะมีโครงการบริหารจัดการน้ำจำนวนมากที่รอฝ่ายการเมืองเข้าไปตัดสินใจ และคุณสันติเสียงใหญ่ เนื่องจากมีผู้มีอิทธิพลนอกพรรคให้การสนับสนุนอยู่

    เหตุนี้เอง “ดีลเดิม” จึงต้องถูกเปลี่ยน ทำให้ชาติไทยพัฒนาไม่พอใจ ส่งสัญญาณพร้อมเป็นฝ่ายค้าน ทำให้แกนนำพลังประชารัฐต้องต่อรองใหม่ พร้อมส่งเทียบเชิญเข้าร่วมรัฐบาลอย่างเป็นทางการ ปรากฏว่าชาติไทยพัฒนายื่นคำขาด ถ้าไม่ได้กระทรวงทรัพย์ ต้องได้กระทรวงเกษตรฯ นี่เองจึงกลายเป็นสถานการณ์ “งูกินหาง” เพราะถ้าไปแตะกระทรวงเกษตรฯ ก็จะกระทบกับประชาธิปัตย์ รวมถึงกลุ่มสามมิตร เพราะที่ผ่านมาก็ยังตกลงกันไม่ได้ กลายเป็นว่าชาติไทยพัฒนาโดดเข้าร่วมวงด้วย โดยมีกระทรวงทรัพย์ฯเป็นชนวน สถานการณ์ล่าสุดจึงสะเทือนถึง 4 ฝ่าย คือ กลุ่มสามมิตร พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา และคุณสันติ พร้อมพัฒน์ กับผู้มีอิทธิพลนอกพรรคระดับ “บิ๊ก”

    จากปัญหา “งูกินหาง” ได้พัฒนาเป็นปัญหา “งูเห่า” เพราะมีข่าวลือ “กลุ่มสามมิตร” ขู่ยก ส.ส. 30 คนลาออกไปซบพรรคเพื่อไทย ซึ่งถ้าไปจริง ก็จะกลายเป็น “งูเห่า” ทำให้ฝั่งขั้วเพื่อไทยเสียงเกินครึ่งทันที นอกจากนั้นยังมี ส.ส.ประชาธิปัตย์บางส่วนที่สนับสนุนแนวทาง “หัวหน้าอภิสิทธิ์” คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค คือไม่เอา “บิ๊กตู่” ขอเป็นฝ่ายค้านอิสระ ก็อาจมีคนไม่ยกมือให้ “บิ๊กตู่” อีกจำนวนหนึ่ง ส่งผลคล้ายๆ งูเห่าเหมือนกัน เรียกว่า “งูเห่าโดยสภาพ”

    และล่าสุดเรายังได้ข่าวมาว่า “กลุ่ม 11 พรรคเล็ก” ที่ตอนนี้เหลือ 10 พรรค และเคยเปิดตัวประกาศสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐนั้น เมื่อการจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ ก็มีบางคนบางพรรคไปติดต่อฝั่งเพื่อไทยแล้ว แหล่งข่าวของเรายืนยันว่า จะเปลี่ยนข้างถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว เพราะต้องไม่ลืมว่า หัวหน้าพรรคบางคนก็เคยร่วมงานกับฝั่งเพื่อไทยมาก่อน เป็นอดีตรัฐมนตรีกระทรวงเกรดเอ ก็เคยมี ส่วนคุณสมศักดิ์ รวมถึงคุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ก็ล้วนเคยอยู่ขั้วเพื่อไทย เป็นขุนพลพรรคไทยรักไทยในอดีต ได้ดิบได้ดีจากคุณทักษิณ ชินวัตร ทั้งนั้น

    จากปัญหา “ศึก 2 งู” ทำให้สถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลของพรรคพลังประชารัฐขณะนี้ เผชิญกับอำนาจการต่อรองที่สูงมากจากทุกฝ่าย ทั้งพรรคขนาดกลาง พรรคขนาดเล็ก และพรรคขนาดจิ๋ว ก็ยังต่อรอง แนวทางที่แกนนำพลังประชารัฐเตรียม “แก้เกม” อยู่ในขณะนี้ คือจะดันเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกนายกฯไปก่อน เพราะเสียงสนับสนุนสำหรับการเป็นนายกฯของ “บิ๊กตู่” ถือว่าเพียงพอแล้ว

    ต้องไม่ลืมว่าการโหวตเลือกนายกฯ มาจากสมาชิกรัฐสภา คือ ส.ส. + ส.ว. รวม 750 เสียง คนที่จะได้เก้าอี้นายกฯ ต้องได้เสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งของ 750 เสียง ก็คือ 376 เสียงขึ้นไป สถานการณ์ขณะ ส.ว. 250 เสียง ยกมือให้ “บิ๊กตู่” ทั้งหมดแน่นอน / ยังขาเสียง ส.ส.อีก 126 เสียง

    ไล่ดูพรรคพลังประชารัฐ ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์มาเติมอีก 1 กลายเป็น 116 เสียง ยังขาดอีก 10 เสียง ก็ดึงจากกลุ่ม “11 พรรคเล็ก” สมมติกลายเป็นงูเห่าไปแล้วครึ่งหนึ่ง ก็จะเหลืออีก 4-5 เสียง บวกกับพรรคกำนัน “รวมพลังประชาชาติไทย” อีก 5 เสียง และพรรคประชาชนปฏิรูปอีก 1 เสียง ของคุณ ไพบูลย์ นิติตะวัน รวมๆ แล้วก็ครบ 126 เสียง

    เมื่อ “บิ๊กตู่” ได้เป็นนายกฯ ก็จะเพิ่มอำนาจต่อรองให้พรรคพลังประชารัฐ เพราะ “บิ๊กตู่” มีอำนาจยุบสภาได้ / หากยุบสภา ก็ต้องเลือกตั้งใหม่ ซึ่งพรรคการเมืองหลายพรรคคงไม่อยากเลือกตั้งตอนนี้ เพราะต้องใช้ทุน และมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะประชาธิปัตย์ เสี่ยงได้เสียงลดลงอีก และภูมิใจไทยที่ลงทุนกับการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาไปมาก

    เมื่อพลังประชารัฐเล่นเกมนี้ ฝั่งขั้วเพื่อไทยก็มีเกมไว้รอรับ “บิ๊กตู่” ในวันโหวตนายกฯเหมือนกัน เริ่มจาก

    1.เตรียมเสนอชื่อ คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เป็นนายกฯ

    2.แน่นอนว่าเมื่อเสนอชื่อคุณธนาธร จะถูกโจมตีอย่างหนักเรื่องคุณสมบัติ เพราะถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่จากปัญหาคุณสมบัติ คือการถือหุ้นสื่อ

    3.จังหวะนี้เอง ขั้วเพื่อไทยก็จะได้โอกาสอภิปรายในสภา เพื่อเปิดประเด็นคุณสมบัติของ “บิ๊กตู่” ได้ โดยหยิบรัฐธรรมนูญมาตรา 89 เรื่องคุณสมบัติของผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคการเมือง ต้องมีคุณสมบ้ติเทียบเท่ารัฐมนตรี ตามมาตรา 160

    ปรากฏว่า ในมาตรานี้ วงเล็บ 5 ระบุว่า “ต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง” ซึ่งมาตรฐานจริยธรรม เพิ่งมีกฎหมายออกมา และมีผลบังคับใช้แล้ว คือ พระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม เราดูมาตรา 5 วงเล็บ 1 เขียนไว้ชัด ต้องยึดมั่นในระบอบการปกครองประชาธิปไตย แต่ปรากฏว่า “บิ๊กตู่” คือผู้นำที่ทำรัฐประหาร ล้มการปกครองประชาธิปไตย จึงถูกตั้งคำถามว่า ขาดคุณสมบัติหรือไม่ ยังไม่รวมสถานะการเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ กรณียังดำรงตำแหน่งหัวหน้า คสช.อยู่ด้วย

    นี่คือสิ่งที่ฝ่ายเพื่อไทยเตรียมไว้ “รับน้องบิ๊กตู่” ในฐานะเข้าสภาผู้แทนราษฎรจริงๆไม่ใช่ สนช.ที่มีแต่พวกตัวเอง!

    ขอบคุณเจ้าของเฟสบุ๊ค : Pakorn Puengnetr

    ข่าวต้นฉบับ

    http://www.nationtv.tv/main/program/378714813/

    http://www.nationtv.tv/main/program/378714820/

    http://www.nationtv.tv/main/program/378714825/

    แสดงความคิดเห็น