นานาทัศนะ ท่าทีประชาชน จชต. หลังเลือกตั้ง แล้วงัยต่อ..

    0
    173

    ปรัชญเกียรติ ว่าโร๊ะ / ยูซุฟ ม่ามะ

    การเลือกตั้ง 24 มีนา ผ่านมาแล้วซึ่งผลการเลือกตั้งก็มีทั้งเรื่องที่เกินความคาดหมาย อย่างเช่นพรรคอนาคตใหม่ที่เป็นพรรคมาวินอันดับ 3 ทิ้งห่างพรรคเก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์ไปเกือบครึ่ง หรือเรื่องที่ไม่เกินความคาดหมาย เช่น พรรคเพื่อไทยจะนำมาเพราะกระแสนิยมยังไม่ตกตีคู่มาพร้อมพรรคพลังประชารัฐที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ยังคงมีประเด็นต่าง ๆ ให้พูดถึงกันต่ออีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความโปร่งใสในกระบวนการเลือกตั้ง หรือ การจับขั้วจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งระหว่างนี้ก็ต้องลุ้นฝุ่นตลบจับตากันจนถึงเดือนพฤษภาคม หลังจากนั้นก็จะได้บทสรุปพรรคไหนจับขั้วพรรคไหนร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล

    นั่น เป็นภาพการเมืองที่ผู้ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชนต้องไปโรมรันขบคิดกัน แต่สำหรับภาคประชาชนแล้ว บทบาทต่อการเมืองหลังเลือกตั้งในห้วงกระแสการสร้างการเมืองใหม่ อาจจะไม่ใช่แค่การไปกาบัตรเลือกตั้ง แล้วก็จบ เหมือนครั้งที่ผ่านๆมา การเมืองใหม่ ภาคประชาชนยังคงต้องเข้าไปร่วมเกาะติดการเมืองกันต่อไปซึ่ง อัสซูวรรณ เปาะหะ ประธานที่ปรึกษากลุ่มเยาวชนสร้างสรรค์ชายแดนใต้ กล่าวว่าปัจจุบันมันมีการสื่อสารที่หลากหลาย  ภาคประชาสังคมอาจบันทึกนโยบายของแต่ละพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.ในพื้นที่ มาศึกษาเรียนรู้ว่าสอดคล้องกับการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาตามแนวทางของภาคประชาสังคมเคลื่อนไหวอยู่หรือไม่

    “อนาคตภาคประชาสังคมจะได้รู้ทางแต่ละพรรคการเมือง ซึ่งถ้าพรรคไหนเอาคะแนนเสียงของคนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ เขาอาจรู้สึกว่านโยบายของพรรคนั้นๆ สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาให้พวกเขาได้ ถึงแม้ด้วยกรอบรัฐธรรมนูญ 2560 และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ทำให้พรรคการเมืองไม่สามารถที่จะดำเนินตามนโยบายของพรรคได้ ภาคประชาสังคมต้องเน้นนโยบายเหล่านั้นของพรรคการเมือง”

    อุสซูวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า อย่างเช่นถ้าประชาชนชอบนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ นโยบายของพรรคประชาชาติ ถ้าประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้เลือกพรรคไหนค่อนข้างมาก  ภาคประชาสังคมยังเป็นหนึ่งในกลไกที่จะผลักดันนโยบายเหล่านั้น ที่ประชาชนเห็นด้วยไปพร้อมๆ กับการที่ภาคประชาสังคมเคลื่อนไหวในประเด็นที่ตัวเองสนใจ

    “อาจเข้าไปตรวจสอบว่านโยบายเหล่านั้นมันทำจริงได้ไหม มีข้อจำกัด หรือความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน เช่นการตั้งคำถามว่าพรรคการเมืองประกาศนโยบายขายฝันรึเปล่า สอดคล้องกับความเป็นจริงแค่ไหน ภาคประชาสังคมก็มีส่วนช่วย ในการให้มุมมองกับนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ เปรียบเทียบกันเพื่อย่อยข้อมูลให้ประชาชน”

    “ถ้าประชาชนเลือกนโยบายของพรรคการเมืองใดก็ควรเข้าไปร่วมผลักดัน รวมถึงการตรวจสอบด้วยว่าพรรคการเมืองได้ทำตามที่เคยสัญญาไว้หรืเปล่า ทำอย่างตรงไปตรงมาไหม อันนี้เป้นเรื่องที่ต้องเกาะติดอย่างยิ่งทั้งในช่วงเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 รวมถึงหลังการเลือกตั้งด้วย มันเป็นสิ่งที่ภาคประชาสังคมควรจะพยายามทำหลังจากนี้ไป”

    เช่นเดียวกับ รักชาติ สุวรรณ์ เครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ (B4P) โดยกล่าวว่าสนใจที่จะทำให้ภาคประชาสังคม ภาคประชาชนเป็นตัวต่อรองกับพรรคการเมือง

    “สมมติว่าคนในพื้นที่ส่วนใหญ่เลือกให้พรรค A เมื่อพรรค A ได้เป็นรัฐบาล ถ้าคุณไม่ทำตามนโยบายที่คุณให้ไว้ ต่อไปคุณก็ต้องสาบสูญไปจากพื้นที่ เมื่อถึงการเลือตั้งครั้งใหม่ ตรงนี้มันน่าจะเป็นตัวต่อรองที่สำคัญสำหรับพรรคการเมืองที่ลงมาในพื้นที่ สร้างนโยบายสำหรับพื้นที่ได้จริงๆ

    อย่างไรก็ดี รักชาติ ชี้ว่าเราก็ยังยึดติดกับเรื่องเดิมๆ การเปลี่ยนแปลงทางพรรคการเมืองเราไม่ได้สนใจเท่าไหร่ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองคนบ้านเราก็ไม่ให้ความสำคัญเท่าไหร่

    “เรายึดติดอยู่กับว่าเราพึ่งพารัฐได้ เสียงเรียกร้องของเราขึ้นไปไม่ถึงรัฐ อันนี้คือปัญหาจริง ๆ การเมืองประชาธิปไตยไม่ได้มีแค่การเลือกตั้ง แต่มันมีเรื่องอื่นๆ ด้วย ถ้าคุณคิดว่าเข้าไปเลือกตั้งแล้วเป็นประชาธิปไตย แสดงว่าเข้าใจผิด”

    “มันมีตัวอื่นด้วย เสียงของเราส่งไปได้ถึงไหน มีข้อต่อรองกับพรรคการเมืองยังไง เราไปทวงถามกันได้หรือไม่ รายละเอียดพวกนี้ บางคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องไม่สำคัญ แต่กระบวนการเหล่านี้สามารถติดตามนโยบายได้”

    สังคมการเมืองประชาธิปไตย ไม่ได้อธิบายว่าประชาชนมีบทบาทแค่การโหวตผู้สมัครรับเลือกตั้งเท่านั้น แต่พูดถึงการติดตามและเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำงานของผู้แทนในการดำเนินตามนโยบาย ซึ่งบทบาทของประชาสังคม จชต. ต่อการเมืองรัฐสภาจึงเป็นประเด็นขึ้นมา

    ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์ สำนักหัวใจเดียวกัน ชี้ว่าชาวบ้านเองก็หันมาให้ความสนใจภาคประชาสังคมเยอะ “การมีภาคประชาสังคมที่เป็นเครือข่ายแข็งแรง แน่นหนา ทำกิจกรรมต่อเนื่งมากขึ้น มันก็ช่วยชาวบ้านได้ในระดับหนึ่งในยุคที่เราไม่มีพรรคการเมืองเป็นตัวแทนประชาชน

    “พอมีนักการเมืองอีกครั้ง นักการเมืองเองก็ต้องมาทำงานเชื่อมกับภาคประชาสังคม เชื่อมกับชาวบ้านให้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะประเด็นของการพูดคุยสันติสุข สันติภาพระหว่างภาครัฐกับผู้เห็นต่างคิดว่าชาวบ้านเองคงมีความหวังมากขึ้นเพราะว่าเขามีตัวแทนของเขาจริง ๆ ที่เข้าไปสู่เวทีพูดคุยได้”

    “เพราะฉะนั้นอะไรที่เขาต้องการเสนอไปก็น่าจะพูดคุยได้จริงจังมากกว่าอำนาจรัฐส่วนกลางดำเนินการ โดยเขาไม่มีตัวแทน และเขาก็ไม่ได้มีส่วนร่วมอะไรมากจากเดิมนั้นภาคประชาสังคมเองก็เรียกร้องว่าอยากเข้าไปมีส่วนร่วม เพราะว่าไม่ค่อยมีพื้นที่มีอะไร ยิ่งชาวบ้านเอง ยิ่งไม่มีเลย”

    ขณะที่ อาเต็ฟ โซ๊ะโก ประธานกรรมการกำกับยุทธศาสตร์ The Patani มองอีกมุมว่า ภาคประชาสังคมจะต้องยอมรับข้อหนึ่งว่า เราจะมองว่าตัวเองเป็นผู้ที่มีความเสียสละกว่า มีอุดมการณ์กว่านักการเมือง แม้ว่ามันเป็นข้อเท็จจริง   แต่ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ แต่การเป็นตัวแทนของ ส.ส.เอง ถือว่าเขามีความชอบธรรมมากกว่าภาคประชาสังคม

    “เราไม่จำเป็นที่มองว่าตัวเองเป็นภาคประชาสังคมหรือไม่ เรามองตัวเองว่าเราเองเป็นผู้มีสิทธิมีเสียงในเลือกตั้งผู้หนึ่ง เป็นพลเมืองของรัฐไทยทั้งที่โดยพึงพอใจ หรือไม่พึงพอใจก็ตาม การเป็นพลเมืองก็มีสิทธิเพียงพอแล้วที่จะตรวจสอบตัวผู้แทนที่เขาไปเป็นรัฐบาล แค่นี้มันเพียงพอที่ภาคประชาสังคมจะทำแล้ว”

    ด้วยการมองเช่นนี้ อาเต็ฟ จึงเสนอว่า สิ่งที่ควรจะเป็นคือ การเตรียมพร้อม การมีความสัมพันธ์ หรือการวางยุทธศาสตร์ระยะยาวก่อนที่การเลือกตั้งจะมาถึง ซึ่งน่าจะได้ผลมากกว่า ฝ่ายที่รับกลไกของรัฐไทยแล้ว หรือฝ่ายที่มองว่าการต่อสู้เพื่อเอกราชปาตานีเป็นเป้าหมายสูงสุดของตัวเองอยู่

    “เรื่องนี้ภาคประชาสังคมสามารถนำมาวางเป็นภาพใหญ่ในการต่อสู้ของเขาได้ว่า พรรคแบบไหน นโยบายแบบไหนที่น่าจะส่งเสริมให้การต่อสู้ในระยะยาวของเขา ค่อยๆ เข้าใกล้เส้นชัยได้ และหาจุดร่วมที่สามารถทำงานด้วยกันได้ระหว่างภาคประชาสังคม กับพรรคการเมือง

    อาเต็ฟ ยกประเด็นว่าอย่างพรรคที่นิยมประชาธิปไตยก็ชัดเจนว่าไม่เอาทหาร ซึ่งการไม่เอาทหารของพรรคการเมืองใด และภาคประชาสังคมก็เข้าไปพูดคุยว่าไม่เอาทหารเหมือนกัน ไม่เอาทหารระดับไหน อย่างไร  เช่น สามารถมีสัญญาประชาคมได้หรือไม่ ที่เมื่อเข้าไปเป็นรัฐบาลแล้วจะยกเลิกกฏอัยการศึก หรือแค่จะใช้พรก.ฉุกเฉินในบางพื้นที่

    “ผมว่าการร่วมมือระหว่างกันมันเกิดขึ้นได้ ไม่อยากให้เกิดการรักษาระยะห่าง ไม่เอาตัวเองไปเกี่ยวข้องแต่ว่าพอถึงเวลาที่นักการเมืองเข้าไปมีอำนาจแล้วค่อยไปพูดคุยต่อรองภายหลัง ซึ่ง ณ ตอนนั้นความดังเสียงของเราจะน้อยกว่ามาก” อาเต็ฟ เสนอแนะ

    แต่กระแสตอนนี้ ก่อนจะทวงนโยบายนักการเมือง ประชาชนอาจต้องทวงความโปร่งใสจากการเลือกตั้งเสียก่อน…

    แสดงความคิดเห็น