“ต้า-ฐาปกรณ์ ” ลาวอีสาน-มลายู จชต. หลัง 24 มีนา.. การเมืองเดียวกัน

    0
    133

    โดย ปรัชญเกียรติ ว่าโร๊ะ

    เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2562 นักศึกษาจำนวนหนึ่งของ 7 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ตั้งโต๊ะล่ารายชื่อถอดถอนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อเนื่องถึงวันที่ 30-31 มีนาคม และ 1 เมษายน 2562 ล้อไปกับแคมเปญรณรงค์ในเว็บ Change.org ที่เชิญชวนร่วมกันลงชื่อถอดถอน กกต #โกงเลือกตั้ง

    1 ล้านรายชื่อ คือจำนวนเป้าหมายเพื่อยื่นต่อ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)” ในวันที่ 9 เมษายน 2562 ให่้ตรวจสอบกกต.ที่ถูกตั้งคำถามอย่างมากถึงความโปร่งใสในการจัดการเลือกตั้ง หากป.ป.ช.พบว่ามีมูลความผิดจริง ให่สรุปความเห็นเสนอต่ออัยการส่งฟ้องศาลฎีกา ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 235 (1)

    นักศึกษาจำนวนหนึ่งของ ม.อ.ปัตตานี ก็เช่นกัน ที่ตั้งโต๊ะล่ารายชื่อถอดถอนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2562 ทว่าตั้งโต๊ะได้ไม่ชั่วครู่หนึ่ง พนักงานรักษาความปลอดภัย (รปภ.) ของมหาวิทยาลัย รวมถึงตำรวจสันติบาลโทรศัพท์มาเตือนเขา ประมาณว่ามหาวิทยาลัยไม่ใช่พื้นที่เคลื่อนไหวทางการเมือง และ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เป็นพื้นที่พิเศษ มันสุ่มเสียงกับความมั่นคงของรัฐไทยทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเคลื่อนไหวประเด็นอะไร

    เขาคนนั้น คือ  “ต้า- ฐาปกรณ์ กำจร” นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (มอ.ปัตตานี)

    “จริงๆ แล้วเราไม่ได้คำนึงถึงจำนวนรายชื่อที่มาร่วมลงชื่อ เราคำนึงถึงการแสดงออกทางการเมืองมากกว่า เราพยายามกระตุ้นนักศึกษาในมอ. เพื่อให้กล้าแสดงออกทางการเมือง อยากให้ มอ.มีพื้นที่ในการแสดงออกทางการเมือง ไม่ได้เน้นว่าต้องการรายชื่อจำนวนเท่าไหร่ แต่เน้นสร้างพื้นที่การแสดงออกมากกว่า”

     “ต้า- ฐาปกรณ์ กำจร” บอกถึงเจตนารมณ์เบื้องหลังของการเคลื่อนไหว

    เขาเกิดที่อำเภอสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ใช้ชีวิตตั้งแต่เด็กจนถึงมัธยมปลายที่อำเภอพัทยา จังหวัดชลบุรี หลังจากเรียนจบมัธยมปลายจากโรงเรียนโพธิสัมพันธ์พิทยาคาร ชลบรี เขาก็ตั้งใจสอบเข้าเพื่อเรียนสาขาสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (มอ.ปัตตานี) เพื่อตามรอย “โหน่ง-วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์” หนึ่งในผู้ก่อตั้งนิตยสาร A Day และ The Standard ที่เขาชื่นชม 

    ยังมีปัจจัยอื่นร่วมด้วยที่นำเขามายังปัตตานี คือ คะแนนสอบเขาถึง และการได้เดินทางออกจากจังหวัดชลบุรีเพื่อค้นหา ความอยากรู้อยากเห็นอยากศึกษาถึงบริบทของพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่อัตลักษณ์ต่างจากภูมิภาคอื่นของไทย

    เขามีความสงสัยว่าทำไมดินแดนบริเวณนี้จึงมีปัญหาเรื้อรัง ณ ตอนนั้น ด้วยความเป็นคนนอกพื้นที่ เมื่อมาสัมภาษณ์เพื่อเข้าเรียนมอ.ปัตตานี ก็รู้สึกถึงความมีเสน่ห์ของที่นี่มากๆ และเขารู้สึกมีอิสระเมื่อเดินทางไกลจากบ้าน

    ณ ตอนนั้น “ต้อม-ยุทธเลิศ สิปปภาค” ทำหนังเกี่ยวกับ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เรื่อง “ปิตุภูมิ พรมแดนแห่งรัก” ที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายเรื่อง “พรมแดน” ของ “พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร” สุดท้ายก็โดนแบน คือเราอยากดูมากๆ เลยแต่ไม่ได้ดู

    “ด้วยความที่ผมเกิดที่สมุย ผมรู้สึกผูกพันกับความเป็นภาคใต้ แต่นานๆ สักที่ถึงได้ลงมาภาคใต้ มาแป้บเดียวแล้วก็กลับ อีกอย่างหนึ่งคือเราชอบการดินทาง อยากเสพบรรยากาศของพื้นที่ใหม่ๆ ที่ไม่ใช่พัทยาบ้าง”

    “ต้า- ฐาปกรณ์ กำจร”  บอกถึงปัจจัยนานาที่ทำให้เขาตัดสินใจเดินทางมาเรียนมหาวิทยาลัยที่ปัตตานี

    ปี 2559 เขาเดินทางไปกับอาจารย์และเพื่อนนักศึกษารวม 6 คน เพื่อเรียนรู้พื้นที่ชุมชนคลองไทรพัฒนา ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฏร์ธานีเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ชุมชนคลองไทรเป็นพื้นที่ที่สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) ร่วมกับคนที่ไร้ที่ดิน คนขาดที่ดินทำกิน และเข้าทำกินในเขตปฏิรูปที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ที่ใช้บริษัทเอกชนสัมปทานปลูกปาล์มน้ำมัน บ่อยครั้งมีการยิงต่อสู้กันระหว่างคนไร้ที่ทำกินกับบริษัทสัมปทาน จนมีทั้งคนบาดเจ็บและสียชีวิต

    การที่เขาเลือกลงพื้นที่สุราษฏร์ธานี 1 สัปดาห์ เป็นห้วงเวลาเดียวกับที่มอ.ปัตตานีจัดปฐมนิเทศน์นักศึกษาใหม่ กิจกรรมการรับน้องของนักศึกษารุ่นพี่ในมหาวิทยาลัย จึงเท่ากับเป็นปฏิเสธการปฐมนิเทศน์นักศึกษาใหม่ ปฏิเสธการรับน้องนักศึกษารุ่นพี่ในมหาวิทยาลัยไปในตัว

    “การได้ลงเรียนรู้ที่ชุมชนคลองไทรพัฒนา ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฏร์ธานี ทำให้ผมชอบแนวคิดสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ คือเห็นการจัดการที่ดินแบบแปลงรวม มีการแบ่งงานกันทำ ทำให้ผู้รู้สึกดีกับภาพของชุมชนแบบนั้น มีการแบ่งปันกัน มีความเท่าเทียมกันในชุมชนอะไรแบบนี้อะครับ เราเลยสนใจที่จะศึกษาแนวคิดสังคมนิยม คอมมิวนิสต์”

    “ต้า- ฐาปกรณ์ กำจร”  บอกถึงสิ่งที่เขาหลงไหล ชื่นชม หลังจากได้เห็นได้เรียนรู้ที่สุราษฏร์ธานี 1 สัปดาห์

    เขาสนใจการเมืองมาตั้งแต่เรียนมัธยมปลายที่ชลบุรี เริ่มเสพข่าวและรายการทางการเมืองมาตั้งแต่ปี 2556 คือรายการเจาะข่าวตื้น ที่ย่อยการเมืองให้เข้าใจได้ง่าย แม้ขณะเขาเรียนมัธยมปลายสายวิทย์-คณิต แต่ก็ไม่ชอบวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์เท่าไหร่ แต่กลับมีความสนใจในวิชาทางด้านสังคมศาสตร์มากกว่า เป็นท็อปของห้องในวิชาว่าด้วยสังคม ทำให้เขารู้ด้านประวัติศาสตร์ รู้เกี่ยวกับการเมืองพอสมควร

    ด้วยการที่ “ต้า- ฐาปกรณ์ กำจร”  ปฏิเสธการปฐมนิเทศของมหาวัทยาลัย ปฏิเสธการรับน้องของรุนพี่ในหมาวิทยาลัย เขาแทบไม่มีเพื่อนในมอ.ปัตตานีเลย  เขาแทบไม่ทำกิจกรรมอะไรเลยในมอ.ปัตตานีเลยเช่นกัน แต่เขาทำกิจกรรมกับเครือข่ายเพื่อนต่างมหาวิทยาลัย ต่างภูมิภาค สร้างคอนเนคชั่นระหว่างนักกิจกรรมหลายๆ ที่ มีการเชิญชวนแอคตี้วิสต์ภาคกลางลงมาพบปะแลกเปลี่ยนที่ปัตตานี

    เขาทำค่ายมนุษยวิทยาศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยลึก บ้านห้วยลึก ต.ปิงโค้ง อ. เชียงดาว จ. เชียงใหม่ เปิดรับสมัครนักศึกษาจากทั่วประเทศ 50 คน ปรากฏว่าคนส่วนใหญ่ที่มาร่วมในค่ายก็เป็นนักกิจกรรมทางสังคม–การเมืองด้วย

    ต่อมาปี 2560 ช่วงที่เขาขึ้นปี 2 พี่นักศึกษาของม.เกษตรศาสตร์ ชวนไปร่วมงานทำโพลนักศึกษาเกี่ยวกับเลือกตั้งที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กับเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.)

    ครั้นปี 2561 ในวันที่ 24 กรกฎาคม เขาได้ร่วมม็อบคนอยากเลือกตั้งเดินไปที่ทำเนียบรัฐบาล จากนั้นได้รู้จักกับนักศึกษามหาวิทยาลัยบูรพา กลุ่มโกงกาง ผ่านค่ายอาสา รู้จักกับนักศึกษามอ.หาดใหญ่ กลุ่มนักกฎหมายอาสา Law Long Beach แล้วก็ชักชวนเข้าสู่ สหภาพนักเรียน นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.)

    กระทั่งปี 2562 เขาเป็นส่วนหนึ่งของ “เครือข่ายอาสาสมัครเยาวชนสังเกตการณ์การเลือกตั้ง(We Watch)” ตรวจสอบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมา

    We Watch  ก่อตัวขึ้นในชื่อ “เครือข่ายอาสาสมัครเยาวชนสังเกตการณ์ประชามติ” เมื่อกลางปี 2559 โดย “มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) ประสานงานร่วมกับ “เครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี (ANFREL)” เพื่อจับตาการออกเสียงลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ที่จัดขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ในบริบทภายใต้รัฐบาลคณะรักษาความรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มาจากการรัฐประหาร

    จากนั้นได้ขยายเครือข่ายเยาวชน นักศึกษาในภูมิภาคต่างๆ ทั้งภาคกลาง เหนือ อีสาน และใต้ อบรมเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ 2560 และกฏหมายการเลือกตั้ง จนพัฒนาการเป็น “เครือข่ายอาสาสมัครเยาวชนสังเกตการณ์การเลือกตั้ง” ตรวจสอบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมา

    “มันเป็นช่วงที่บอกว่าให้เรารอ ก็ไม่ได้นะ แม้มันจะไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองอะไร จนไม่สามารถขยับไปไหนได้เลย รัฐบาลก็ตั้งไม่ได้ กกต.เองก็มีช่องโหว่ทำให้ผู้คนตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการจัดการเลือกตั้ง ทำให้ผู้คนสะสมความไม่พอใจแล้วพากันลงชื่อถอดถอน อยากให้ผู้คนที่คับข้องใจหลังจากการเลือกตั้งออกมาเคลื่อนไหวท้าทายระบอบเผด็จการ ให้การเมืองรูทีนแบบ 40 ปีที่ผ่านมาถูกสั่นสะเทือน หรือไม่ก็ให้หายไปบ้าง”

    เป็นความเห็นของ “ต้า- ฐาปกรณ์ กำจร” เขาอยากให้นักศึกษาในแต่ละมหาวิทยาลัยตระหนักถึงการเมืองใกล้ตัว

    “ถ้าพรรคพลังประชารัฐตั้งรัฐบาลได้ พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ก็เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นผมว่านักศึกษา ประชาชนจำนวนไม่น้อยแน่ๆ จะลงสู่ท้องถนนเพื่อประท้วง ถ้าพรรคเพื่อไทยสามารถตั้งรัฐบาลได้ ถึงอย่างไรรัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็ไม่มีเสถียรภาพแน่ๆ เพราะติดกับดักรัฐธรรมนูญ 2560 นักศึกษา ประชาชนจำนวนไม่น้อยก็พร้อมลุยเช่นกันนะผมว่า เพื่อเช็คบิลเอาผิคกับการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รวมทั้งผลักดันให้เกิดการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”

     “ต้า- ฐาปกรณ์ กำจร” คาดการณ์เช่นนั้น กับสถานการณ์การเมืองไทยในห้วงปัจจุบัน โยงกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ่นในอนาคต

    เขามองว่าความขัดแย้งเมื่อปี 2556-2557 กับความขัดแย้ง ณ ปี 2562 ค่อนข้างต่าง เพราะความขัดแย้งปี 2556-2557 ทุกคนอยากเห็นความสงบของประเทศ  แต่ ณ ปี 2562 เป็นความขัดแย้งอีกบริบทหนึ่ง เพราะหลายคนได้บทเรียนจากรัฐบาลคสช. อาจมีคนส่วนหนึ่งยังชอบคสช.อยู่ อาจเป็นมวลชนเดิมของ “กปปส.-คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” น่าจะยังชอบคสช.อยู่

    มวลชนเดิมของ “กปปส.” ส่วนหนึ่งอาจตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้น จากการได้รับบทเรียนจากการบริหารประเทศโดยคสช.มา 5 ปี อย่างเพื่อนเขาเองที่เคยเป็นกปปส. ทว่าเขาตั้งคำถามกับหลักสูตรการศึกษาที่ปลูกฝังแนวคิดราชาชาตินิยมไทย ทั้งระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมต้น และมัธยมปลาย

     “หากมวลชนกปปส.เดิมลงสู่ท้องถนนประท้วงก็น่ากลัวเหมือนกัน ถ้ามันเกิดกปปส. อาจมีรัฐประหารซ้อนเกิดขึ้นก็ได้ แต่ผมคิดว่าน่าจะมีจำนวนน้อยลงกว่าเดิม เช่นกันผมมองว่ากลุ่มนักศึกษาหลายๆ กลุ่มน่าจะมีบทบาทถ้าต่างก็มีม็อบอีกครั้ง สุดท้ายผมว่าเพื่อไม่ให้นำไปสู่จุดนั้นพรรคพลังประชารัฐ กับพรรคเพื่อไทย และพรรคอนาคตใหม่ ควรพูดคุยกันเพื่อหาทางออก ก่อนไปสู่จุดนั้น”

    “ต้า- ฐาปกรณ์ กำจร” คาดการณ์ความขัดแย้งหลังจากนี้ หากไม่มีทางออก

    “มันน่าสนใจในเชิงวาทกรรมที่ว่าทักษิณ คือปีศาจ และปีศาจที่น่ากลัวกว่าทักษิณ คือ ธนาธร แม้เราจะไม่อินกับวาทกรรม แต่คนที่ใช้คำพูดให้เกิดความเกลียดชังก็ใช้มาตลอด และก็ยังใช้ได้ดีมากด้วยในสังคมไทย ณ ปัจจุบัน แต่คนบางส่วนน่าจะเข็ดกับการใช้วาทกรรมสร้างความเกลียดชังบ้างแล้ว ที่ใช้ไม่ได้ผลจากการได้คะแนนล้นหลามของพรรคอนาคตใหม่”

    “ผมมาอยู่ปัตตานีได้เกือบ 3 ปี ผมยอมรับว่ายังเรียนรู้เกี่ยวกับปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ไม่ละเอียดพอ แต่ 3 ปี มานี้ภาพจำในด้านลบจากมายาคติที่ผลิตซ้ำผ่านสื่อ ผ่านคำบอกเล่า ภาพเหตุการณ์ความรุนแรง โจรใต้ ศาสนาอิสลามที่นิยมความรุนแรงก็เจือจางลงไปมากพอสมควรจากการที่เราได้ลงพื้นที่ชุมชนมุสลิม ลงวิจัยในพื้นที่ที่ไม่เคยไป”

    เขาเป็นนักอ่านหนังสือตัวยงคนหนึ่ง เขาค้นความหาหนังสือนอกหลักสูตรการศึกษาแห่งชาติในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมือง ประวัติศาสตร์ความขัดแย้งของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมค้นพบความเป็นรัฐศูนย์กลางที่กรุงเทพฯ เข้ามากดทับคนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่ไม่ได้มีอัตลักษณ์ร่วมกับคนสยาม-ไทย  เหมือนกับคนล้านนา คนอีสาน ที่ไม่ได้มีอัตลักษณ์ร่วม แต่ถูกกลืนกลาย

    แม้บ้านอยู่ที่ชลบุรี แต่เดิมแม่ผมเป็นคนอีสาน ก็มีความเจ็บปวดของการเหยียดคนลาว
    ของรัฐศูนย์กลางที่กรุงเทพฯ จนคนลาวเอง ไม่กล้ายอมรับว่าตัวเองเป็นคนลาว จึงพยายามบอกว่าตัวเองเป็นคนอีสาน ไม่ใช่คนลาว เมื่อเทียบกับคนมลายูใน 3 จังหวัดก็ไม่ต่างอะไรกันเลย ถึงความเป็นชนกลุ่มน้อยชายขอบในรัฐ

    เขาคิดว่าความเป็นประชาธิปไตย เป็นหนทางหนึ่งในแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ เฉกเช่นคนอีสาน คนเหนือส่วนหนึ่งก็อึดอัดกับการรวมศูนย์ของรัฐศูนย์กลางที่กรุงเทพ อยากเห็นการกระจายอำนาจ ไปสู่ภูมิภาคตัวเอง เช่นกัน

    ………….

    นี่คือปากคำของ “ต้า- ฐาปกรณ์ กำจร” ในเวลาประมาณ 14.30 น. เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2562 ณ ชั้น 2 ของศูนย์อาหารลานประดู่ ภายในมอ.ปัตตานี

    แสดงความคิดเห็น