“ชะตากรรมคนหนุ่มสาว ใต้สิ่งเร้าแห่งยุคสมัย”( 1 )

    0
    96

    ดร. อับดุรเราะฮหมาน มูเก็ม [1]


    ผมทิ้งบทกวีอาหรับในงานเขียน “แด่…คนหนุ่มสาวของประเทศนี้” ไว้สั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า…


    همة الرجال تقطع الجبال


    “ความมุ่งมั่นอหังการของคนหนุ่มสาว ทำได้แม้กระทั่งเคลื่อนย้ายขุนเขา”

    แน่นอน นับเป็นความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่เราทุกคนต้องหันมาใส่ใจกับ “คนหนุ่มสาวของประเทศนี้” อย่างจริงจังเสียที เพราะ “พวกเขาคือ อนาคตของชาติ” แต่ก็อีกนั่นแหละ “ลำพังเฉพาะกลุ่มคนหนุ่มสาวอย่างเดียวไม่มีพลังมากพอที่จะขับเคลื่อนประเทศนี้ เพราะพวกเขายังขาดวุฒิภาวะ ประสบการณ์และอำนาจหน้าที่ในสังคมของเรา”


    ทว่า สิ่งจำเป็นเร่งด่วนสำหรับคนหนุ่มสาวของเรา ณ ตอนนี้คือ “การตั้งมั่นในการศึกษาเล่าเรียน เพื่อเปิดโลกทัศน์และอุดมคติให้กว้าง เป็นเสมือนเมล็ดพันธุ์ทดแทนต้นไม้รุ่นเก่า” ด้วยเหตุนี้ “คนหนุ่มต้องถูกจัดระบบความคิดให้โตพอที่จะรับรู้ เข้าใจ เท่าทันบาดแผลของประเทศอย่างใจกว้างโดยไม่เทใจฝังรากแล้วเลือกฝั่งอย่างที่คนส่วนใหญ่เป็นกัน”

    แต่ก็อีกนั่นแหละ คนหนุ่มสาวของเราจะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างไร… เมื่อผลสำรวจจากข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการปี 2558 ระบุไว้อย่างน่าใจหายว่า

    “ปี 2546 เด็กนักเรียนเข้าศึกษาในระดับประถมศึกษาชั้นปีที่ 1 จำนวน 1,061,949 คน แต่ในปี 2558 เด็กกลุ่มเดียวกันนี้ได้เข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาปี 1 แค่เพียง 651,518 คน ซึ่งหมายความว่า เด็กชุดนี้หล่นหายไปจากระบบการศึกษาประมาณ 410,431 คนหรือมีอัตราเฉลี่ยสูงถึง 38.64% จากจำนวนนักเรียนทั้งหมด”[2]

    ขยายรายละเอียดดังกล่าวคือ เด็กนักเรียนผู้ชายจะมากกว่านักเรียนผู้หญิงในตอนประถมและมัธยม ซึ่งข้อมูลระบุ “นักเรียน 11,874,205 คน เพศชาย 5,987,550 คน เพศหญิง 5,886,655 คน ซึ่งตัวเลขต่างกันระบุว่า ผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 100,895 คน”


    แต่เมื่อมองภาพให้ละเอียดกว่านั้นก็จะพบอีกว่า “คนหนุ่มสาวผู้ชาย มีส่วนร่วมในระบบการศึกษาน้อยกว่าผู้หญิงในระดับอุดมศึกษา จากตัวเลขที่พบคือ เด็กในสถาบันอุดมศึกษาทั้งหมด  2,409,243 คน เพศชาย 1,017,401 คน เพศหญิง 1,391,842 คน และมีสัดส่วนที่แตกต่างกันซึ่งผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 374,441 คน”

    เมื่อเทียบอัตราส่วนระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายทั้งในระดับประถมศึกษา-อุดมศึกษา พบว่า “ผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 273,546 คน จากจำนวนนักเรียนทั้งหมด 14,283,448 คน เพศชาย 7,004,951 คน และเพศหญิง 7,278,497 คน”[2]

    เมื่อเยาวชนผู้หญิงได้รับการศึกษาและอยู่ในสถาบันการศึกษามากกว่าผู้ชาย

    คำถามแรกคือ เยาวชนผู้ชายในประเทศนี้อยู่ที่ไหนกัน…

    คำถามที่สองคือ ไม่ว่าผู้ชายจะมีการศึกษาหรือไม่ แต่เมื่อมีการใช้สิทธิใช้เสียงผ่านตำแหน่งแห่งที่ต่าง ๆ ในระดับแนวหน้าของสังคม ก็จะเห็นผู้ชายมีบทบาทมากกว่าผู้หญิงอยู่ดี

    คำถามที่สามคือ หรือบ้านเมืองนี้ ไม่ได้ใช้ “วิทยา” หรือ “ปัญญา” มา “ชน” กัน ทว่า เราใช้ “กำลัง” มาขับเคลื่อนประเทศชาติของเรา?


    นี่คือ คำถามจากสถิติดังกล่าวซึ่งเป็น “สิ่งชี้วัดวิถีคิดสังคมของเราเป็นอย่างดี”

    สถิติของประเทศเราเป็นไปอย่างน่าใจหาย เมื่อผลสรุปสะท้อนให้เห็นว่า

    สถาบันการศึกษาที่หลายคนเชื่อว่า มันคือ สถานพำนักแห่งวิชาการได้กลายเป็นการศึกษาภาคธุรกิจ ปัจจุบันการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่ได้กลายเป็นศูนย์อนุบาลเมล็ดพันธุ์แห่งเยาวชนไทยได้อย่างเต็มกำลัง จนในที่สุด พวกเขาเข้าถึงและฟักตัวในสถาบันดังกล่าวไม่นาน ทว่าต้องร้างลาออกจากระบบการศึกษาไปด้วยเหตุผลหลาย ๆ ประการ ไม่ว่าจะเป็น ระบบการศึกษาที่ไม่ได้ดึงศักยภาพของเด็กออกมาอย่างแท้จริง หรือ ปัญหาเยาวชนคนหนุ่มสาวติดเกมส์ออนไลน์ และที่มากไปกว่านั้นคือ การหมกมุ่นกับยาเสพติด ซึ่งมีส่วนเกี่ยวพันกับต้นตอของปัญหาที่มาจากสถาบันครอบครัวเป็นหลัก

    คำถามที่สำคัญคือ “คนหนุ่มสาวจะเติบโตในอุณหภูมิที่ดีได้อย่างไร ท่ามกลางปัญหารุมเร้าและบาดแผลของประเทศเยี่ยงนี้”

    สำหรับ “การพัฒนาคนหนุ่มสาวในบ้านเมืองเรา” นั้น ผมมองว่า “การแตกหักและรักเลือกข้างของระบบการเมืองไทย เป็นผลพวงระดับปลายของปัญหา” แม้การเมืองจะมีส่วนได้ส่วนเสียกับคนหนุ่มสาวในประเทศนี้ กระนั้น สิ่งเหล่านั้นก็หาใช่เป็นปัญหาเร่งด่วนแต่ประการใด  แต่สิ่งที่น่ากลัวมากที่สุดคือ 3 ปัญหาหลัก ๆ ของเยาวชนไทยที่เราพบเห็นจากข้อมูลนั่นก็คือ

    1.ปัญหาครอบครัว

    “ครอบครัว คือ เบ้าหลอมสำคัญของเยาวชน” ประเด็นนี้ถือเป็นปัญหาวาระแห่งชาติของประเทศเราสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า

    “จากการสำรวจในปี 2549 พบว่า จำนวนเด็กกำพร้าในประเทศไทยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1,094,000 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 6.5 ของเด็กอายุ 0-14 ปีทั้งหมด โดยแยกเป็นเด็กกำพร้าจากเอดส์ 380,000 คน และสาเหตุอื่น 714,000 คน และในแต่ละวันมีเด็กเป็นกำพร้าเพิ่มขึ้นถึง 466 คน”

    เด็กกำพร้าจากภัยธรรมชาติสึนามิในประเทศไทยที่ผ่านมา ซึ่งพบว่า “เด็กกำพร้ามีถึง 1,580 คน เด็กที่สูญเสียพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่ง มีจำนวนมากที่สุด คือ 1,234 คน โดยสูญเสียแม่มากกว่าพ่อ และมีเด็กที่ต้องสูญเสียทั้งพ่อและแม่ 137 คน สูญเสียทั้งพ่อ แม่ และผู้ปกครอง 33 คน”

    กลุ่มเพื่อนหญิงไทย-มุสลิม รายงานเมื่อปี 2549 ระบุว่า  “ตั้งแต่เดือนมกราคม 2547 มีเด็กกำพร้าที่เกิดจากเหตุการณ์ความไม่สงบจำนวน 1,066 คน โดยแยกเป็น จ.ปัตตานี 380 คน จ.ยะลา 251 คน และ จ.นราธิวาส 435 คน”

    สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล รายงานสุขภาพคนไทย พ.ศ. 2551 ระบุอีกว่า

    “สังคมไทยมีสมาชิกรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นมาในสถานะของ “เด็กกำพร้า” ประมาณ 800,000 คน โดยถูกทอดทิ้งในโรงพยาบาล สถานรับเลี้ยงเด็กและที่สาธารณะ เหตุจากแม่ในวัยเรียนและแม่ไม่สามารถเลี้ยงลูกได้”[3]

    เพียงแค่ฐานข้อมูลจากสถานรับเลี้ยงเด็กอ่อน กรมกิจการเด็กและครอบครัว เปิดเผยตัวเลขอย่างน่าใจหายคือ

    “ในปี 2558 เด็กไทยถูกทิ้งมากที่สุด เป็น 197 ราย ปี 2556-2559 พบว่า เด็กไทยถูกทิ้งในที่สาธารณะมากถึง 281 ราย โรงพยาบาล 172 ราย ผู้รับจ้างเลี้ยง 108 รายและญาติสนิท 63 ราย รวม 4 ปี เด็กที่ถูกทอดทิ้งในความรับผิดชอบของกรมกิจการเด็กและครอบครัวสูงถึง 624 ราย ปัญหาการทิ้งเด็กนั้นเกิดจาก 4 ปัจจัยหลักคือ ท้องในขณะที่ยังไม่พร้อม ปัญหาหย่าร้าง ปัญหาครอบครัวและปัญหาความยากจน”

    หนำซ้ำ ข้อมูลปี 2554 เป็นต้นมาชี้ว่า“ประเทศไทยครองตำแหน่ง ‘แม่วัยรุ่น’ สูงเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชีย ประมาณ 131,400 คน โดยตัวเลขนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”

    ขณะที่ข้อมูลจากสำนักอนามัยและเจริญพันธุ์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่า“ประเทศไทยมีเด็กทารกที่เกิดจากแม่วัยรุ่น 10-19 ปี จำนวนมากถึง 748,067 รายต่อปีหรือเดือนละ 60,000 กว่าราย วันละ 2,000 กว่าราย ในแต่ละเดือนมีทารกถูกทิ้งประมาณ 15-17 คนต่อเดือน ส่วนใหญ่เกิดจากการตั้งครรภ์ไม่พร้อมของแม่วัยรุ่น”

    กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติหรือยูนิเซฟ สรุปว่า ” เด็กและสตรีในประเทศไทยเมื่อปี 2555 มีเด็กกำพร้า ถึงร้อยละ 22.8 จากประชากรเด็กทั้งหมด (0-18 ปี)”[4]


    2. ปัญหายาเสพติด

    รายงานจากศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามกรมสุขภาพจิต พบว่า “ผู้เข้ารับการบำบัดรักษายาเสพติดกระทรวงสาธารณสุข  ปี 2556-2558 จำนวน 310,988 คน คือ 156,884  คน 98,421 คน และ 55,683 คน ตามลำดับ โดยเป็นผู้เข้ารับการบำบัดรักษาในหน่วยงานสังกัดกรมสุขภาพจิต จำนวน11,958 คน คือ 3,975 คน 4,071 คน และ 3,912 คน ตามลำดับ”

    จากสถิติการเข้ารับการบำบัดรักษาแม้ว่าจะมีแนวโน้มลดลง แต่กลับพบว่าผู้เข้ารับบำบัดรักษาเป็นเยาวชนอายุระหว่าง 15-24 ปี มีสัดส่วนมากถึงร้อยละ 50[5]

    “เยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปี เป็นกลุ่มประชากรที่มีขนาดใหญ่ คิดเป็น  ร้อยละ 32.44 ของประชากรทั้งหมดในปี 2557[6] สามารถจำแนกชนิดยาเสพติดที่มีผู้เข้ารับการบำบัดรักษามากที่สุด คือ ยาบ้า ร้อยละ 75.20 รองลงมา คือ กัญชา ร้อยละ 6.83 และกระท่อม ร้อยละ 4.17 ด้านพฤติกรรมการใช้ยาเสพติดที่น่าเป็นกังวล คือ การใช้ยาเสพติดมากกว่า 1 ชนิดร่วมกันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น”[7]

    โดยเฉพาะในชุมชนมุสลิม ในบางพื้นที่เริ่มเข้าสู่กระบวนการยาเพสติดตั้งแต่อายุ 13 ปี และบางชุมชนมีวัยรุ่นถูกส่งไปอยู่สถานบำบัดเช่น คลองกำ จ. กระบี่มากกว่า 50 คน และสถานบำบัดคลองกำก็มีผู้เยาวชนมุสลิมมากถึง 1200 คนที่คอยการบำบัด จนกระทั่งปัจจุบัน สถานบำบัดไม่เพียงพอสำหรับเยาวชนที่เสพยาเสพติด นอกจากนี้ยังไม่รวม วัยรุ่นที่ตกสำรวจ วัยผู้ใหญ่ที่ไม่สามารถเลิกได้ และอื่น ๆ

    แน่นอน สิ่งนี้คือ หนึ่งในความท้าทายประการสำคัญของสังคมเราในปัจจุบัน


    3. ปัญหาการศึกษากับโลกาภิวัตน์

     “Konthai Foundation” นำเสนอในรายงานสรุป “คนไทยมอนิเตอร์ 2557 เสียงเยาวชนไทย ”เรื่อง “วัยรุ่นไทย คิดอะไรอยู่” การสำรวจดังกล่าวนั้นจัดทำขึ้นด้วยการสะท้อนของเสียงเยาวชนคนไทยตั้งแต่อายุ 15-24 ปี จากจำนวน 4,000 คน ทุกภาคส่วนและทุกสาขาอาชีพของประเทศไทย มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

    “วัยรุ่นส่วนมากใช้สื่อออนไลน์ 4-5 ชม. / วัน ซึ่งสื่อชนิดนี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อวัยรุ่นไทย

    97% ให้ความสำคัญกับคำว่า “กตัญญู” มากที่สุด

    63% วัยรุ่นถูกผู้ปกครองวาดภาพแห่งความหวังว่า “ให้เรียนเก่ง ๆ”

    78% เครียดเรื่องผลการเรียน ไม่ได้กลัวตัวเองผิดหวัง แต่ “กลัวทำให้ผู้ปกครองผิดหวัง”

    เพื่อให้สมหวังและสอบได้คะแนนดี ๆ เด็กเลยเลือกโกงและติดสินบน

    18% เคยให้เงินตำรวจเพื่อหลีกเลี่ยงใบสั่ง

    75% ลอกข้อสอบและคิดว่า “การกระทำดังกล่าวนั้นไม่ผิด”

    97% คิดว่าตัวเองนั้นเป็นเด็กเกินที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาสังคม”[8]

     “การศึกษาที่ดีคือ ระบบการเรียนการสอนที่ให้เด็กสามารถช่วยตนเองได้ เข้าใจตนเองและเข้าใจชีวิตแต่ละวันของตนเอง จะมีประโยชน์อะไรเมื่อเด็กได้คะแนนเยอะ แต่ผัดข้าวไม่เป็น เมื่อเขาเก่ง แต่เขาขาดวุฒิภาวะในการอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมแล้วเขาจะพัฒนาสังคมเราได้อย่างไร”


    อ. สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ได้นำเสนอบทความชิ้นสำคัญคือ “ทางเลือกอุดมศึกษาเพื่อความเป็นไทในพระพุทธศาสนา” ท่านสรุปอย่างน่าสนใจว่า

    “การศึกษาเป็นกระบวนการเรียนรู้ให้แต่ละคนรู้จักศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวตน เพื่อตนจะได้รู้จักตนเองและพึ่งตนเองได้ด้วยการทำมาหาเลี้ยงชีพอย่างสุจริต”[9]

    ด้วยเหตุนี้เด็กฉลาด ไม่ใช่คนที่ได้คะแนนเยอะ หรือเป็นตัวเด่นของโรงเรียน ทว่า คนที่ฉลาดที่สุดในหลักปรัชญาอิสลามคือ “คนที่พยายามทำความเข้าใจเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิตและทำความรู้จักตนเอง”

    ทางเดียวที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของสังคมได้ นั่นก็คือ “การจัดระบบทางความคิดและจิตวิญญาณของเด็กให้มั่นคง เพราะพวกเขาต้องต่อสู้กับมรสุมแห่งโลกาภิวัตน์และอันตรายของระบบโลกหลังสมัยใหม่”

    “การต่อสู้ครั้งนี้ต้องใช้จิตวิญญาณ

    จิตสำนึกและพลังภายในค่อนข้างสูง”

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง


    [1]นักวิชาการทางด้านรัฐศาสตร์ จบปริญญาเอกทางด้านรัฐศาสตร์ ปรัชญาการเมือง Aligarh Muslim University ประเทศอินเดีย งานชิ้นนี้เขียนขึ้นเพื่อกระตุ้นเตือนสติของตนเองและสังคม เพื่อให้ตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของเราเพื่อคนหนุ่มสาวในประเทศนี้ หวังจะเป็นประโยชน์ให้กับบรรดานักอ่าน นักการศึกษาและนักพัฒนาสังคมทุกท่าน  Contact: 094 449 3310 / m-man-mo@hotmail.com

    [2]สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ, สถิติการศึกษาของประเทศไทยปีการศึกษา 2557-2558, กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2559,หน้า 15

    [2]สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ, สถิติการศึกษาของประเทศไทยปีการศึกษา 2557-2558, กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2559,หน้า 19-20.

    [3]ไทยรัฐออนไลน์, 14 กุมภาพันธ์ 2555

    [4]อ่านเพิ่มเติมใน ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง, เชียงใหม่ และ อ่านเพิ่มเติมในหัวข้อ “ปีหนึ่งปีหนึ่งมีเด็กกำพร้ากี่คนในประเทศไทย?”https://th.answers.yahoo.com/question/index?qid=20120523204202AAA2apo

    [5]ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กรมสุขภาพจิต, 2559

    [6]สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2559

    [7]อ่านต่อเพิ่มเติมใน ศูนย์สุขภาพจิตที่ 4 http://www.mhcr4.go.th/doc-13.html เข้าถึงข้อมูลเมื่อ 13 มกราคม 2562

    [8]http://khonthaifoundation.org/wp-content/files/5___Full_version_2557.pdfและhttps://www.youtube.com/watch?v=QSdsKh2Jawk

    [9]ประเวศ วะสีและคณะ, ทางเลือกอุดมศึกษาเพื่อความเป็นไท, กรุงเทพฯ:อมรินทร์, 2547, หน้า 77.

    แสดงความคิดเห็น