“ชะตากรรมคนหนุ่มสาวใต้สิ่งเร้าแห่งยุคสมัย”(จบ)

    0
    215

    ดร. อับดุรเราะฮหมาน มูเก็ม [1]

    เมื่อสังคมเรามีบาดแผลมากมายขนาดนี้ คำตอบจึงถูกส่งต่อให้กับคนรุ่นใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักการศึกษา นักพัฒนา ตลอดจนผู้ใหญ่หลาย ๆ ท่านในตำแหน่งแห่งที่ต่างกัน ซึ่งแน่นอน พวกเขาเหล่านั้นจะต้องเป็น “บุคคลต้นแบบ” ให้กับคนหนุ่มสาวของประเทศนี้ 


    กระนั้น เมื่อระลึกถึง “บุคคลต้นแบบ” ความคิดของเราจึงต้องหยุดชะงักลง เพราะ “บุคคลต้นแบบเหล่านั้นเริ่มพร่ามัวและไร้ความชัดเจน”


    คำถามที่พอจะเป็นไปได้คือ “หากขาดบุคคลต้นแบบที่ดี” เรายังจะช่วยสร้างสังคมคนรุ่นใหม่ได้ไหม ??? “พูดแบบมีสติ คือ ได้” แต่ จะต้องมีการจัดระบบวิถีคิดพอสมควร 


    “หากเราเอาปัญหาของชาติไปฝากไว้บาดแผลแห่งอดีตและบุคคลสำคัญในประเทศนี้เพียงถ่ายเดียว แน่นอนเราจะไม่มีวันเห็นวันใหม่ที่สดใสได้”

    ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้อง “สร้างกระบวนทัศน์และวิถีคิดแบบใหม่เพื่อสร้างสำนึกให้คนรุ่นใหม่ตระหนัก อย่างน้อยเมื่อพวกเขาโตพอที่จะคิดได้ พวกเขาก็จะเข้าใจว่า ภาพตัวอย่างมันเป็นแค่แรงบันดาลใจ ทว่า มันไม่เคยเป็นสาระสำคัญและแกนหลักของตนเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่เว้นแม้กระทั่งรอยเท้าที่เคยย่ำมาก่อนหน้า แม้มันจะมีความชัดเจนในตัวเอง แต่ นักเดินทางไม่ได้ใช้มันเพื่อเป็นกรอบวิถีคิดแห่งการย่ำเดิน อย่างน้อยมันทรงพลังก็เพียงเพื่อเป็นแรงบันดาลใจและเตือนสติคนรุ่นหลังว่า เพราะเท้าที่เคยย่างในฐานะ “มนุษย์” เหล่านี้แหละ เราก็ย่างย้อนแย้งได้ไม่ต่างกัน” กระนั้นก็ดี เมื่อคิดทบทวนอย่างละเอียดรอบคอบสรุปได้ว่า “เบ้าหลอมแห่งช่วงวัยก็สำคัญไม่แพ้กัน”

    “แล้วอะไรคือ เบ้าหลอมแห่งยุคสมัย เมื่อสังคมของเราตอนนี้ถูกปกคลุมอยู่ใต้บาดแผลแห่งสงคราม ชะตากรรมแห่งการเมืองที่ไร้ระบบ สื่อออนไลน์ที่รุกล้ำวิถีคิดของคนรุ่นใหม่ ยาเสพติดที่กำลังลามเลียคนหนุ่มสาว สื่อออนไลน์ที่คอยกัดกินความรักแห่งสถาบันครอบครัว การศึกษาที่สร้างให้คนฉลาดมากกว่าคิดเป็น สร้างคนเก่งมากกว่าคนดี”

    คำถามเหล่านี้จึงผุดขึ้นมา เมื่อเราต้องการเย็บปักถักทอบาดแผลและเยียวยาความขัดแย้งที่สั่งสมมาช้านาน นี่แหละคือ สิ่งที่เราต้องหาทางออกร่วมกัน เมื่อถึงตรงนี้ใครละเป็นต้นเหตุและไม่สามารถปฏิเสธได้ นั่นก็คือ  “ผู้ใหญ่ทุกคนอย่างเรา ๆ และท่านทั้งหลายนี่แหละ”

    สิ่งเดียวที่เราจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ นั่นก็คือ “แก้ปัญหาจากภายใน” และ “เลิกโยนปัญหาทุกอย่างให้กับคนรอบข้างหรือโทษระบบโลก” หรือ พูดง่ายๆ คือ “เลิกโทษฟ้า ด่าดิน แต่จงดิ้นเพื่อสู้กับชะตากรรมร่วมกัน”

    พูดแบบตรง ๆ ไม่อ้อมค้อมคือ “เยาวชนไม่ได้ติดยาเสพติดเพราะอเมริกา ลูกหลานเราขี้เกียจเรียนหนังสือ ไม่ใช่เพราะระบบโลก เด็ก ๆ ติดเกมส์ไม่ใช่เพราะระบบทุน ทุกคนออกห่างจากหลักคำสอนศาสนา ไม่ใช่เพราะสังคมโลกาภิวัตน์ สถาบันครอบครัวแตกระแหงไม่ใช่เพราะชาวตะวันตก แต่ ทุกอย่างเป็นเพราะลืมสถานะของตน ลืมตรวจสอบตนเอง

    ลืมแม้กระทั่งกินข้าวเย็นร่วมกันในครอบครัว ลืมแม้กระทั่งพูดคุยให้คำปรึกษาปัญหาลูก ๆ แต่เราเกือบทุกคนต่างก้มหน้าสนทนากับคนไกลที่เหมือนใกล้ แล้วเรากลับทำร้ายคนใกล้ด้วยการไม่สนใจเหมือน ๆ กัน”

    “เมื่อเป็นเช่นนี้ เราผิด หรือ อเมริกาผิด เราอ่อนแอ หรือระบบโลกแข็งแรง เรามักง่ายหรือโลกาภิวัตน์มันเข้มแข็ง เราลืมตัวหรือระบบทุนมันทนทาน” เมื่อเราต่างคิดว่า “เราคือ ต้นเหตุ เราจึงเปลี่ยนที่เรา”

    แต่วันนี้หลายคนมองว่า “โลกมันผิด เราจึงหมายจะเปลี่ยนโลก เมื่อเราคิดเช่นนี้ เราไม่ได้เจ็บปวดและโชคร้ายที่สุด แต่คนหนุ่มสาวในครอบครัวของเราต่างหากที่ถอยตนออกจากสถานะแห่งสถาบันครอบครัว เพราะพวกรู้ดีและเข้าใจว่า สถาบันครอบครัวในเวลาไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้กับตนได้”

    เมื่อเป็นเช่นนั้น สังคมเราก็น่าเป็นห่วงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ “การหันกลับมาเอาใจใส่คนหนุ่มสาวของประเทศนี้ หมายถึง เราทุกคนต้องหันมาใส่ใจครอบครัวของตนเอง เมื่อเยาวชนทุกคนได้รับการเอาใจใส่และให้ความสำคัญ แน่นอน ทุกครอบครัวก็จะมี “เยาวชนคุณภาพอย่างน้อยก็ 1 คนเพิ่มขึ้นมาเสมอ ๆ” เมื่อเป็นเช่นนั้น โลกเราและสังคมของเราก็จะเพิ่มบุคลากรที่มีคุณภาพที่แท้จริง

    เมื่อสังคมเรามีบุคคลคุณภาพเพิ่มขึ้น ชะตากรรมของคนหนุ่มสาวในบ้านเราก็จะเปลี่ยนไปตามที่เราต่างปรารถนาและต้องการ

    วันนี้ เราไม่เคยคิดจะเปลี่ยนตัวเอง แต่เรากลับมองว่า ปัญหาทั้งหมดนั้นเกิดจากคนรอบข้างและโยนเป็นคำถามปลายเปิดให้สังคมรับผิดชอบความบัดสบและความระยำที่เราต่างก่อขึ้นเอง จนสังคมผุพังและเสื่อมลงตามที่เราทุกคนสัมผัสและรับรสอยู่ในปัจจุบันขณะนั่นเอง

    “ง่าย ๆ คือ เราเป็นต้นตอของปัญหาและชะตากรรมทั้งหมดนี้ร่วมกัน เลิกโทษฟ้า ด่าดิน สาปแช่งเทวดาและมายาแห่งโลกาภิวัตน์”

    หากเรายังยืนยันจะโยนปัญหาออกไปจากหน้าตักของเรา สังคมเราก็จะหมดความมุ่งมั่น เมื่อสังคมเราไร้มรรถภาพ คนหนุ่มสาวของเราก็จะไม่ได้รับการเหลียวแล พลังและความมุ่งมั่นของคนหนุ่ม ไม่เพียงแต่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายขุนเขาได้เท่านั้น ทว่า พวกเขาไม่มีพลังพอที่จะเปลี่ยนวิถีคิดของตนเองเลยด้วยซ้ำไป”

    นี่แหละคือ ปัญหาของบ้านเมืองเราในศตวรรษนี้ …


    [1]นักวิชาการทางด้านรัฐศาสตร์ จบปริญญาเอกทางด้านรัฐศาสตร์ ปรัชญาการเมือง Aligarh Muslim University ประเทศอินเดีย งานชิ้นนี้เขียนขึ้นเพื่อกระตุ้นเตือนสติของตนเองและสังคม เพื่อให้ตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของเราเพื่อคนหนุ่มสาวในประเทศนี้ หวังจะเป็นประโยชน์ให้กับบรรดานักอ่าน นักการศึกษาและนักพัฒนาสังคมทุกท่าน  Contact: 094 449 3310 / m-man-mo@hotmail.com

    แสดงความคิดเห็น